27/08/2026
Energy News: “ศ.ดร.พรายพล” ชี้อุดหนุนโซลาร์รูฟท็อป 5 หมื่นอาจไม่จำเป็น เหตุคุ้มทุนในตัวเองอยู่แล้ว - เสนอรัฐหนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของนโยบายอุดหนุนโซลาร์รูฟท็อป 50,000 บาท ของรัฐบาล หลังมีกระแสข่าวเตรียมมาตรการแจกเงินดังกล่าวสำหรับผู้ติดตั้งระบบขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ โดยใช้เงินกู้ส่วนหนึ่งจากงบประมาณก้อนใหญ่ 200,000 ล้านบาท ชี้ผลการประเมินพบโครงการนี้คุ้มค่าในการลงทุนด้วยตัวเองอยู่แล้ว แม้ไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ
กรณีฐาน (ไม่มีเงินอุดหนุน) - คุ้มค่าอยู่แล้วในตัวเอง
สมมุติฐาน: ระบบ 5 กิโลวัตต์ ราคาติดตั้งวัตต์ละ 34 บาท รวม 170,000 บาท อายุใช้งาน 25 ปี เปลี่ยน inverter ปีที่ 12 (34,000 บาท) ค่าบำรุงรักษาปีละ 1,000 บาท ผลิตไฟได้วันละ 18 หน่วย (capacity factor 15%) ใช้เองวันละ 15 หน่วย (เทียบเท่าค่าไฟปกติหน่วยละ 4 บาท) ขายส่วนเกินวันละ 3 หน่วย หน่วยละ 2.20 บาท คิดลดที่ดอกเบี้ยเงินกู้รัฐ 5% ต่อปี
ผลประเมิน:
✅ คืนทุนใน 7.5 ปี (จากอายุใช้งาน 25 ปี)
✅ IRR 13.2% ต่อปี สูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ 5% เกือบ 3 เท่า
✅ ต้นทุนไฟฟ้าเฉลี่ย (levelized cost) เพียง 2.31 บาท/หน่วย ถูกกว่าค่าไฟบ้านปกติ (4 บาท/หน่วย) เกือบครึ่ง
ครัวเรือนที่มีทุนตั้งต้นหรือกู้ได้ในดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผล จึงมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจมากพอที่จะลงทุนเองอยู่แล้ว
เปรียบเทียบ 5 สถานการณ์ กรณีฐานไม่มีอุดหนุน
🔹คืนทุน 7.5 ปี | IRR 13.2% | ต้นทุน 2.31 บาท/หน่วย
อุดหนุน 50,000 บาท (With Subsidy)
🔹คืนทุน 5.3 ปี | IRR 21.7% | ต้นทุน 1.75 บาท/หน่วย
อุดหนุน 25,000 บาท (Small Subsidy)
🔹คืนทุน 6.4 ปี | IRR 16.6% | ต้นทุน 2.03 บาท/หน่วย
ลดดอกเบี้ยเหลือ 2% (Low Interest)
🔹คืนทุน 7.5 ปี | IRR 13.2% | ต้นทุน 1.85 บาท/หน่วย
รับซื้อไฟส่วนเกิน 3 บาท/หน่วย (Higher Tariff)
🔹คืนทุน 7.3 ปี | IRR 14.0% | ต้นทุน 2.31 บาท/หน่วย
การอุดหนุน/ส่งเสริมดังกล่าว ล้วนทำให้ผลตอบแทนดีขึ้นกว่ากรณีฐานทั้งสิ้น โดยเงินอุดหนุน 50,000 บาท ให้ผลดีที่สุด (คืนทุนเร็วสุด ผลตอบแทนสูงสุด) รองลงมาคือเงินอุดหนุน 25,000 บาท จากนั้นคือการรับซื้อไฟในราคาสูงขึ้นเป็น 3 บาท/หน่วย และการลดดอกเบี้ยเหลือ 2% ซึ่งแม้ IRR จะเท่ากรณีฐาน (เพราะอัตราดอกเบี้ยเป็นตัวคิดลด ไม่ใช่ตัวแปรในกระแสเงินสด) แต่ก็ช่วยลด levelized cost ลงได้ชัดเจน
แต่คำถามสำคัญคือ ผลดีเหล่านี้ "จำเป็น" หรือไม่ ในเมื่อกรณีฐานที่ไม่มีการอุดหนุนเลยก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอยู่แล้ว (IRR 13.2% ต่อปี) หากรัฐยังอยากมีผลงานทางการเมืองว่าได้ "ช่วย" ให้เกิดการลงทุนนี้ ทางเลือกที่ใช้งบน้อยกว่าการแจก 50,000 บาทเต็ม ๆ ก็มี เช่น ลดเหลืออุดหนุนรายละ 25,000 บาท หรือลดดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 2% หรือปรับราคารับซื้อไฟเป็นหน่วยละ 3 บาท
บทความนี้เห็นว่ารัฐไม่มีความจำเป็นต้องทุ่มเงินอุดหนุนโดยตรงถึงรายละ 50,000 บาท เพราะเป็นการลงทุนที่คุ้มอยู่แล้วสำหรับครัวเรือนที่มีศักยภาพจะลงทุน การอุดหนุนเงินโดยตรง 50,000 บาท มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น "เงินให้เปล่าแก่คนที่ตั้งใจจะลงทุนอยู่แล้ว" (Deadweight Loss หรือ Free-Rider) มากกว่าการกระตุ้นให้เกิดกลุ่มผู้ลงทุนรายใหม่
สิ่งที่รัฐควรทำคือควรเปลี่ยนมาทำหน้าที่สนับสนุนด้านสินเชื่อ เช่น ประสานงานให้ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำไม่เกินร้อยละ 5 และมอบหมายให้ กฟน. หรือ กฟภ. รับประกันราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพในระยะยาว ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือทางเลือกอื่นที่ใช้ต้นทุนต่ำ เช่น การค้ำประกันสินเชื่อ ลดขั้นตอนการขอเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์ และพัฒนาบุคลากรด้านการติดตั้งและบำรุงรักษา
นอกจากนี้ งบประมาณที่ประหยัดได้ควรนำไปใช้กับโครงการที่จำเป็นเชิงนโยบายสูงแต่ยังไม่คุ้มทุนเอง เช่น ส่งเสริมให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง (riders) เปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ซึ่งต้นทุนเริ่มต้นยังสูงกว่ารถสันดาปและมีข้อจำกัดจุดชาร์จจริง ๆ ทำให้เปลี่ยนเองไม่ได้ทั้งที่มีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ riders เอง หลักการคือเงินอุดหนุนควรมุ่งไปที่โครงการที่มี "ความล้มเหลวของตลาด" ชัดเจน มากกว่าโครงการที่ตลาดทำงานได้ดีอยู่แล้ว
#ข่าวTheEnergy #ล่าสุด #ข่าววันนี้ #ไฟฟ้า #โซลาร์รูฟท็อป #โซลาร์เซลล์