Bfordev

Bfordev Developer Non IT Cross over All Tech

บันทึกระลึกไว้ เรื่องของ wine วุ่นวายกับLINE เจ้ากรรม บน linux ความเดิมตอนที่แล้ว ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนเคยใช้งานกับ Appli...
31/12/2025

บันทึกระลึกไว้ เรื่องของ wine วุ่นวายกับLINE เจ้ากรรม บน linux

ความเดิมตอนที่แล้ว
ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนเคยใช้งานกับ Application นี้ได้ กับ linux อย่าง ubuntu 18.04 lts และใช้งานได้ดีในแบบนั้นเรื่อยมา ด้วยวิธีการก็คือ ใช้งานผ่าน wine เสร็จแล้วก็ติดตั้ง mono installer ทับเข้าไปด้วย เพื่อช่วยเหลืออีกชั้นหนึ่ง จนกระทั่ง…
เมื่อมีประกาศจาก LINE แจ้งให้ทราบว่า หยุดการให้บริการบน windows 7 และจะรองรับเฉพาะบน windows 10 ขึ้นไป เท่านั้นแหละ ได้เรื่อง

ปัญหาที่เกิด
ไม่ใช่แค่ความวุ่นวายจากฝั่ง windows ที่ผู้ใช้งานจำนวนมาก จำเป็นต้องยกเครื่องคอมไปให้ร้านเพื่อทำการติดตั้ง windows ให้ใหม่เป็น windows 10-11 ตามแต่กำลังทรัพย์ และความจำเป็นในการใช้งาน เพราะว่า windows 10-11 มีกฎข้อบังคับเรื่องฮาร์ดแวร์ขั้นต่ำ บอกเอาไว้อยู่อย่างชัดเจน และเป็นปัญหาของชาวคอมเก่าทั้งหลายที่น่าปวดหัวจนอยากถามว่า เป็นอะไรกันมากไหม กับคนออกแบบข้อบังคับฮาร์ดแวร์อย่างนี้
สำหรับ linux ไม่ทราบว่า distro อื่นๆนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง แต่สำหรับ distro สาย debian อย่าง ubuntu รายนี้ก็ไม่น้อยหน้า เริ่มจาก ริอยากจะมี store ของตัวเอง ใช้ snap มันซะเลย นี่ก็วุ่นวายแล้วหนึ่ง
แต่เราจะไม่ไปแตะต้องตรงนั้น เพราะไม่ใช่ประเด็น
ปัญหาสำหรับ application LINE ใน linux เกิดขึ้น เพราะมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานบนระบบนี้แต่แรก แม้จะมีโชคอยู่บ้าง ตรงที่สามารถใช้ wine ได้ แต่คุณแน่ใจหรือไม่ ว่า เมื่อติดตั้ง wine ไปแล้ว จะสามารถใช้งาน application ตัวนี้ได้
ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้นั่นแหละ จะด้วยเพราะว่า ในระบบของ win 10 ขึ้นไป มีการปรับตำแหน่ง เปลี่ยนถิ่นฐาน หรือย้ายที่อยู่ของโฟลเดอร์ที่เป็นที่ตั้งของแอพพลิเคชั่นด้วยเหตุผลกลใด ก็ตาม ปัญหานี้ กระทบต่อเนื่องลามเป็นลูกโซ่ มาจนถึง wine ในระบบปฏิบัติการ linux เข้าจนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในubuntu
ประเด็นนั้น มีอยู่ว่า เมื่อติดตั้งผ่าน wine LINE application จะไม่สามารถเปิดได้เลย แถมเดี้ยงค้างไปเลยเสียอย่างนั้น แม้จะพยายามใช้วิธีการเดิม ปรากฎว่า ทุกอย่างที่ทำมา ดูจะไร้ผล ทำอะไรไม่ได้เลย
ทางแก้แรก ที่นึกออก คือ ลองใช้ playOnlinux เข้ามาช่วย ผลปรากฎว่า ทุกอย่างกลับแย่ลงยิ่งกว่าเดิม เพราะต้องไปเฟ้นหา wine ในระบบที่รองรับกับพวก win 10 มาลงเพิ่มเติมอีก ซึ่งพอใช้งานแล้ว ก็พบว่า ทุกอย่างยังเหมือนเดิมทุกประการไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อไร้หนทางในการแก้ไข สิ่งสุดท้ายที่พอจะเป็นที่พึ่งและน่าจะใช้งานได้ดีที่สุด ก็คือ LINE Extension บน Google Chrome
ไม่รู้เป็นข้อดีหรือไม่ ที่ทำงานสองที่ ที่แรก มี windows ให้ใช้ ทุกอย่างใช้งานได้เต็มที่ แต่ที่บ้าน กลับต้องใช้ chrome extension ทำงานกันไปก่อน ดูน่าสงสารพิลึก
หนำซ้ำ ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีเรื่องให้ตกใจหนักเข้าไปอีก ทีมงานพัฒนาของ LINE Application บอกว่า จะยกเลิกการสนับสนุน Extension นี้ ภายในเดือนนั้น ก่อนที่จะกลับลำ และบอกว่า เฮ้ๆ เข้าใจผิดกันไปน่ะ จริงๆ แล้ว จะทำการเลิกสนับสนุน เจ้านี่ ปีหน้าโน่น แค่เท่านี้ ก็ปวดหัวและสติแตกไป เอาเรื่องพอตัวอยู่นะนั่น
หลังจากนั้น ได้ไม่นาน ก็นึกขึ้นได้ว่า นอกจาก playonlinux แล้ว เราก็ยังมีพี่ขวด หรือ Bottle อยู่นี่นา
ว่าแล้วก็จัดแจง ความหาวิธีการลง และติดตั้งจนแล้วเสร็จ จากนั้น ก็ลองติดตั้ง LINE ดู แต่ทุกๆอย่างก็ยังเหมือนเดิม
ทุกๆอย่าง แลดูจะสิ้นหวัง เลยจำต้องทนใช้ LINE Extension For Chrome ด้วยความหวั่นระแวง ไม่รู้วันดีคืนดี พี่แกจะหยุดการพัฒนาไปเมื่อใด ในตอนนั้น คิดหนทางแก้ในใจไว้แค่ทางเดียว คือ น่าจะต้องพึ่งพา VM กันเป็นแน่แท้
ในเวลานั้น ไม่รู้ว่า บุญหรือกรรมนำพา มี youtuber ท่านหนึ่ง ชื่อในวงการคือ IT Country ซึ่งเคยติดตามผลงานมาก็นานโขอยู่ ได้เชิญชวน ให้เข้าร่วม line กลุ่ม Thai Linux User Community อย่ากระนั้นเลย ลองเข้าไปเยี่ยมชมดูน่าจะดีกว่า จากนั้น ก็เลยได้เรื่อง
ในนั้น พบว่า มีบรรดาเทพเซียน และผู้ร่วมก่อตั้ง บุกเบิก การใช้งาน linux ในประเทศไทยอยู่ร่วมกันหลายท่าน ส่วนใหญ่ เข้าไปดูเขาคุยกัน จนกระทั่ง ได้ถามข้อสงสัยเกี่ยวกับ LINE ไป และด้วยความช่วยเหลือจากบรรดากูรูที่อยู่ในนั้น ซึ่งบางท่านก็ได้ทำ youtube แนะนำวิธีการติดตั้งให้ ก็ลองทำตามมา จนสามารถใช้งานได้สำเร็จ ต้องขอขอบคุณทุกๆท่านมา ณ โอกาสนี้
ในส่วนของรายละเอียด ก็ยังคงมีผิดพลาดอยู่บ้าง เพราะสิ่งที่เขาพิมพ์ไว้ กับสิ่งที่เราทำ ดันไม่ตรงกัน ก็ซื่อบื้ออยู่นาน จนกระทั่งมาเห็นตำแหน่งที่อยู่ อ้าว คนละตำแหน่งกันนี่หว่า ก็แก้ไขกันผ่านไปได้ด้วยดี
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในส่วนของ plugin อันเนื่องมาจาก เมื่อติดตั้ง LINE บน linux เรียบร้อยแล้ว มันก็มักจะเรียกร้องหา plugin กันอยู่เป็นประจำ ซึ่งทางแก้ปัญหานี้ให้หายขาด มีทางเดียว คือ ต้องไปควานหา เจ้า plugin ที่ว่านี้ ใน windows เท่านั้น แล้ว copy มันกลับลงมาใส่ไว้ใน folder ที่ติดตั้ง LINE บน linux ปัญหานี้จึงจะหายสนิท แบบไร้รอยต่อ
จะว่าไปแล้ว มันก็ยังไม่หายสนิทเสียทีเดียว ยังมีอาการแครช ปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยๆเป็นระยะๆ ก็ทนๆใช้กันไปก่อนก็แล้วกัน ดีกว่า ต้องคอยระแวงกับเจ้า LINE Extension For Chrome ว่ามันจะหยุดพัฒนาไปเมื่อไหร่
Bonus Track: ได้รับ Tip And Trick ดีๆ ในการประชุมกลุ่มย่อยครั้งหนึ่ง ว่ากันด้วยเรื่องนี้ โดยเฉพาะ กล่าวคือ ในระบบ linux ถ้าต้องใช้งาน LINE ผ่าน wine มันจะมีปัญหาในการตั้งค่ากับอุปกรณ์จำพวกไมค์กับลำโพง สำหรับการใช้งานฟังก์ชั่นการโทรบน PC ด้วย LINE ทางแก้ที่ใช้ได้ดีและย้ำมาตลอดเสมอ จากท่านเทพเซียนท่านนั้นก็คือ “อย่าปิด setting” เปิดมันไว้เลย ซึ่งมันก็ใช้ได้ผล และที่สำคัญ การเปิดหน้า setting ไว้ ช่วยแก้ปัญหาการแครชของโปรแกรม LINE ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไม แต่บางครั้ง มันก็ใช้ไม่ได้ผล ไม่รู้เพราะอะไรอีกเหมือนกัน ขอจบกันแบบงงๆ อย่างนี้แหละ
ต่อไปนี้ จะเป็นขั้นตอนโดยสรุป จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ถึงการติดตั้ง LINE Application ใน Linux ให้มันทำงานได้ อย่างน้อยก็สองสามฟังก์ชั่น คือ ดูภาพได้ สร้างอัลบั้มได้ แชทคุยกันได้ และเห็นแชทของบรรดา กลุ่ม OpenChat ทั้งหลายทั้งปวง (เรื่องโทรบน pc นั้น ต้องปล่อยให้คนที่มีความจำเป็นต้องใช้ไป config ต่อกันเอาเอง คนทั่วๆไปอย่างเราๆ โดยมาก ก็มีใช้งานกันแค่นี้แหละ เชื่อเถอะ)

ชุดแรก การติดตั้ง LINE บน ระบบปฏิบัติการ linux ยกเครดิตให้กับ ช่อง youtube นี้
https://www.youtube.com/ และ ข้อมูลมาจากลิงค์นี้
https://www.youtube.com/watch?v=bAhznI4VQBY

ขั้นที่1โหลดline https://www.line.me/th/
ขั้นที่2ติดตั้ง https://www.winehq.org/
ขั้นที่3สร้าง WINEPREFIX=~/.line WINEARCH=win32 winecfg
ขั้นที่4ติดตั้ง lineที่โฟลเดอร์Downloads WINEPREFIX=~/.line wine /home/student05/Downloads/LineInst.exe

สองขั้นตอนหลัง ให้ทำการลอกคำสั่ง ลงไปวางบน terminal
ในขั้นตอนที่สาม ให้สังเกตสองข้อ
หนึ่งคือ ชื่อโฟลเดอร์ที่ติดตั้ง จะชื่อว่า .line และสองก็คือ ต้องตั้งให้เป็น win32 เท่านั้น จึงจะติดตั้งได้
ส่วนขั้นตอนที่สี่ ตามหา LINE ที่เราได้ download มาแล้ว ซึ่งโดยมาก มักจะอยู่ที่โฟลเดอร์ download ขั้นตอนนี้ ให้พิมพ์ด้วย Terminal เข้าไปหา โฟลเดอร์นี้ จากนั้น ลอกคำสั่งในข้อสี่ลงไป ข้อสังเกตก็คือ หลังตำแหน่ง home ให้แทนที่ folderจากตัวอย่าง ด้วยชื่อ username ของเราในระบบ เพียงเท่านี้ก็ดำเนินการติดตั้งต่อได้จนแล้วเสร็จ ทุกอย่างจะรันผ่าน ใช้งานได้แล้ว ในเบื้องต้น

ชุดที่สอง การติดตั้ง plugin เพื่อให้สามารถใช้งานได้ครบทุกฟังก์ชั่นอย่างแท้จริง

วิธีนี้ จำเป็นต้องพึ่งพา LINE ที่ถูกติดตั้งอยู่ในระบบ windows ไม่ว่าจะเป็นใน VM หรือเครื่องไหนก็ได้ ที่คุณใช้ทำงานอยู่หรือ ของเพื่อนฝูงกันก็ได้ ให้คุณตามหา โฟลเดอร์ สามสหายต่อไปนี้ คือ
โฟลเดอร์ชื่อว่า LINE, LineCall, และ LineMediaPlayer มาให้เรียบร้อย
เมื่อได้มาแล้ว คราวนี้ ให้คุณเปิด home directory ขึ้นมา แล้วกด Ctrl+h เพื่อทำการเปิดโฟลเดอร์ที่ซ่อน ซึ่งจะนำหน้าด้วยเครื่องหมาย . แล้วตามหา โฟลเดอร์ line จากนั้น ให้เข้าไปตามนี้
ไปที่ ./line/drive_c/users/{YourUsername_folder}/AppData/Local
แล้วต่อจากนั้น ให้ทำการโยนโฟลเดอร์สามสหายที่ได้มาจาก windows ลงไป แล้วทำการปิดเปิด application LINE ใหม่อีกครัั้ง ต่อจากนั้น ก็ใช้งานกันยาวๆได้เลย
ข้อสังเกตคือ ตำแหน่งที่ผู้เขียนให้ไว้นั้น หากสังเกตดีๆ จะพบว่า มันมีตำแหน่งการจัดเรียงในลักษณะที่คล้ายกันกับตำแหน่งของโฟลเดอร์ที่ต้องตามหาในระบบ windows ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ถ้าเปลี่ยนการรองรับอีกรอบ เจ้า LINE นี่มันจะย้ายตัวเองไปไว้ที่ตรงไหนกันอีกก็ไม่รู้ ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตต่อไปข้างหน้าก็แล้วกัน -*-’

เอาเป็นว่า ขอจบเรื่องเล่า LINE เจ้ากรรมบน linux ไว้แต่เพียงเท่านี้. และคิดว่า น่าจะใช้งานมันต่อไปได้อีกยาวๆ นับจากนี้ -___-’.

บันทึกไว้กันลืม 18/8/2565วันนี้ มีโอกาส ถอยเอา wifi usb adapter มา 1 ตัว ของ D-Link รุ่น dwa-123 มาใช้กับเครื่อง desktop...
18/08/2022

บันทึกไว้กันลืม 18/8/2565

วันนี้ มีโอกาส ถอยเอา wifi usb adapter มา 1 ตัว
ของ D-Link รุ่น dwa-123 มาใช้กับเครื่อง desktop
แทนอุปกรณ์ตัวเก่าที่เป็น pci wireless adapter card
ซึ่งตอนนี้ รับสัญญาณได้ค่อนข้างจะติดๆขัดๆ
แต่...
ปัญหาใหญ่ของมันก็คือ ทันทีที่เสียบ ไฟติดที่อุปกรณ์
ทว่า linux ubuntu กลับมองมันไม่เห็น
ใน cd ติดตั้งมา มีแต่ driver ที่เป็นของ windows
ทำไงดี ???
เพราะนึกสังหรณ์ใจไว้อยู่แล้ว เลยเปิด notebook เตรียมไว้รอท่า ค้นหาข้อมูลเพื่อจัดการ
คำตอบที่ได้มา มีตั้งแต่
1.compile driver ด้วยตนเอง (นี่ยังไม่โปรพอ ขั้นสุดเกินไป)
2.มี driver เขาทำมาให้ สนใจมั้ยครับ (เกือบโหลดมาใช้แล้วล่ะ เกรงๆเหมือนกันว่า
เครื่องฉันจะรวนมั้ยนะ!!!)
3.commandline ในการจัดการตรวจสอบ hardware
เพราะความที่ไม่อยากทำข้อ 1 และไม่กล้าเล่นกับข้อ 2 เลยเลือกข้อ 3
ก็ในเมื่อมันเสียบอยู่ ไฟมันติด แปลว่า มันต้องมีข้อมูลอะไรให้รู้สิ
ก็เลยจัดไป
โชคดี ที่ตามบอร์ดนอก มีคนโพสถามเรื่องนี้ไว้เช่นเดียวกัน
เลยได้คำตอบออกมาเป็น 3 แนวทางตามข้างต้น

สำหรับแนวทางที่สามนี้ พบทางรอดจากที่นี่
https://ubuntuforums.org/showthread.php?t=2173050

เริ่มต้นก็คือ เปิด terminal ขึ้นมาพร้อมป้อนคำสั่งต่อไปนี้
sudo lshw -C network
iwconfig

กรณีที่เสียบอยู่แล้ว ไฟติด ลองคำสั่งนี้ดูด้วย
lsusb
iwconfig

ผลที่เกิดในฐานะที่มั่วๆ งูๆปลาๆ ก็คือ มีการตอบสนองด้วยข้อมูลที่ยาวเหยียด
หนึ่งในนั้น มีชื่อของ hardware ที่เราเสียบเข้าไปด้วย นั่นก็คือ D Link
แน่นอนว่า ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกนอกเหนือจากนั้น

ดังนั้น จึงสั่งรีสตาร์ทเครื่อง 1 รอบ (ท่านี้ ทำเหมือนกันหมด ทั้งใน linux และ windows แต่ตัวหลัง ดูจะใช้บ่อยและพร่ำเพรื่อเป็นพิเศษ)

ภายหลังจากรีสตาร์ทเครื่องแล้ว ก็ได้พบกับอะไรที่มันควรเป็น นั่นก็คือ เห็น network แล้ว
ใช้เน็ตได้สักที!!!!

ข้อจำกัด: สัญญาณที่จับได้ ต้องอยู่ในบริเวณ ละแวกใกล้เคียง หากตัวส่งอยู่ไกลเกินไป อาจจับสัญญาณไม่ได้เลย
ถือเป็นข้อจำกัดของอุปกรณ์ แต่ก็แลกมาด้วยความแรง ราบรื่น ชนิดที่เรียกว่าใกล้เคียงกับเนตต่อสายในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
นาทีนี้ ขอแค่ แรง และราบรื่นก่อน เพื่อการใช้งานในเบื้องต้น

how to instakk dlink n150 dwa 123 wifi adapter on ubuntu 12.04

บันทึกไว้ 01/04/2565ติดตั้ง Line Application บน Ubuntu Linux ได้เสียทีมีความจำเป็นต้องใช้งาน Line อย่างเร่งด่วน ทรัพยากร...
09/04/2022

บันทึกไว้ 01/04/2565
ติดตั้ง Line Application บน Ubuntu Linux ได้เสียที
มีความจำเป็นต้องใช้งาน Line อย่างเร่งด่วน ทรัพยากรของตัวเองนั้นมีแต่เครื่อง notebookปกติดีอยู่เครื่องเดียวที่ติดตั้ง Linux ไว้ เป็นไฟต์บังคับ ทำให้ต้องเสี่ยงดวงกันดู ผลลัพธ์ที่ได้เป็นไปตามภาพ
Config ที่คิดว่า น่าจะทำให้ผ่าน
-Line App. Version 6.5 ตัวนี้ ใช้หากินมาสักพักนึงแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่ line รุ่นใหม่ๆ แจ้งมาว่า จะไม่ support win 7 (หนีกลับมาใช้รุ่นเก่าไปพลางก่อน)
-Mono Installer
สำหรับ Line App นี้ การติดตั้งกระทำผ่าน wine เมื่อติดตั้งไปได้สักครู่หนึ่ง ระบบ ทำการถามขึ้นมาว่า ไม่มี Mono Install อยู่นะ จะให้ติดตั้งไหม เมื่อตอบตกลง จึงทำการติดตั้งให้พร้อมกับผ่านไปยังขั้นตอนการติดตั้งอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับ Application นี้ จนติดตั้งสำเร็จ
หมายเหตุ ผู้เขียน ยังคงใช้ ubuntu 18.04 lts ซึ่งติดตั้งอยู่แล้วใน notebook เครื่องนั้น
ปล สำหรับ Mono สำหรับนักพัฒนาโดยเฉพาะสาย Csharp จะทราบดีว่า เจ้านี่ เป็นตัว cross platform และทำให้ application นั้น สามารถทำงานได้บนระบบปฏิบัติการอื่นๆ ตามแต่กำหนด (ตรงนี้ เป็นความเข้าใจของผู้เขียนนะครับ)
อย่างไรก็ตามแต่ ต้องขอขอบพระคุณเหล่านักพัฒนาที่ได้พัฒนาสิ่งเหล่านี้ขึ้นด้วย เป็นอย่างสูง (เพราะสามารถทำให้เราใช้งาน Line ได้แล้ว นั่นเอง)

19/02/2022

บันทึกระลึกไว้ เรื่องการจัดการข้อมูลผ่าน pivot table excel

มีเหตุให้ต้องจัดการกับข้อมูลร่วม 100 กว่าชุด อีกแล้ว!!!
เหตุมันเริ่มมาจากการร้องขอให้ส่งข้อมูลจากหน่วยงานคาบเกี่ยว(ไม่ใช่หน่วยงานหลัก)แต่มีปฏิสัมพันธ์ในเรื่องของการสนับสนุนบางประการ แต่เมื่อไปตรวจดู พบว่า ข้อมูลที่เคยใส่ไว้เมื่อปีที่แล้ว หาย!!! ทบกับของปีนี้ รวมแล้วร่วมร้อยกว่าแถว!!!!! Oh S**t!!! สมกับราคาของการว่ากล่าวบรรดาหน่วยงานต่างๆจริงเชียว!!!! (อาจเป็นเพราะการเปลี่ยนทางเข้า เพราะปีที่แล้ว ทางเข้าไปกรอกข้อมูลก็ไม่ใช่ตัวนี้!!!)
*********************************************
เอาล่ะ ในเมื่อหางานมาให้ทำ ก็ได้!!!! เริ่ม!!!
ทีแรก คิดไปถึงทางการใช้โปรแกรมสคริปอัตโนมัติ ช่วยกรอกข้อมูล แต่ก็ต้องพับลงไป เพราะความไม่คุ้นเคย ประกอบกับช่องของการกรอกข้อมูล มีความไม่เอื้อต่อการทำงานแบบอัตโนมัติในบางจุด ที่สำคัญคือ ยังไม่ได้เตรียมข้อมูลเลยด้วยซ้ำ จะให้กรอกยังไงก่อน!!!!
*****************************************
ย้อนกลับมาที่หน่วยงานหลัก พร้อมกับการดึงข้อมูลเก่า โชคดีที่มีชุดข้อมูลเก่าเหลืออยู่พอสมควรจำนวนหนึ่ง เลยเลือกชุดข้อมูลพวกนั้นมาส่วนหนึ่ง
จากนั้น ไปที่หน่วยงานคาบเกี่ยว เพื่อหาดูว่า ในนั้น มีข้อมูลอะไรที่เขาต้องการอยู่บ้าง
นับว่า โชคดีที่ตัวระบบของหน่วยงานนั้น ยังมีความฉลาดอยู่ เพราะจากที่คิดว่าต้องกรอกจาก 0 กลายเป็นว่า มีข้อมูลบางส่วนนอนอยู่ในนั้นบ้างแล้ว เพียงแต่ยังไม่ครบถ้วนทั้งหมด โล่งใจไปได้เปลาะหนึ่ง ก็มาพิจารณาดูว่า มันขาดอะไร
****************************************
หลังจากตรวจสอบพร้อมจดไว้สำหรับส่วนข้อมูลที่ขาดไปว่า มีอะไรบ้างแล้ว คราวนี้ ก็ย้อนกลับมาที่ชุดข้อมูลเก่าที่เคยเลือกเอาไว้แล้วนั้น เพื่อนำเอาไปกรอกข้อมูล
ครั้งแรกที่เริ่มต้นทำงาน ได้ลองกรอกกันไป โดยไม่จัดเตรียมข้อมูลก่อน เพื่อที่จะพบว่า แหม!!!! ทำไปทำไมเนี่ย เสียเวลา!!!! (เนื่องมาจาก การที่ข้อมูลส่วนที่ต้องใช้นั้นอยู่กันกระจัดกระจายไม่อยู่ในจุดที่นำเอามาใช้ได้ง่ายๆ นั่นเอง)
****************************************
เอาใหม่!!! จัดข้อมูลก่อนก็ได้!!! ว่าแต่ทำไงก่อน!!!
สำหรับชุดข้อมูลที่เลือกไว้ เป็นตารางแบบ excel แต่มีทุกอย่างกระจายกันตาม column นับๆแล้ว ไม่น่าจะต่ำกว่า 40 column (นี่เลยเป็นปัญหาของการทำไปก่อนโดยไม่เตรียมข้อมูล เพราะการเลื่อนไปมาระหว่าง 40 column นี่ไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ)
*****************************************
แล้วเตรียมข้อมูลกันยังไง
ทีแรก คิดไปไกลถึง sql (อีกแล้ว) เพราะกรอง ข้อมูลเป็น column ได้
แต่คิดใหม่อีกที ไม่น่าจะต้องทำอะไรขนาดนั้น เพราะดูจะข้ามสายพันธุ์เกินไป
กลับมาที่ข้อมูลที่เลือก นึกขึ้นได้ว่า พวก excel นี่ จะมีการใช้ pivot table กันอยู่แล้ว จะลองใช้ดูหน่อยไม่น่าจะเสียหลายนัก(ต้องขอขอบคุณบรรดากูรู excel ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลตั้งแต่ pivot table ไปจนถึง DAX & Power BI จนฝังไปในใต้สำนึกของผู้เขียนไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย)
ก็เลยลองจัดๆข้อมูลดูก่อน ตามวิธีการของ pivot table แรกๆก็ยังงงๆอยู่ ลองผิดลองถูกสักแปบ ก็ทำได้แล้ว ค่อยยังชั่ว!!! ส่วนการใช้ก็ตรงๆเลย นั่นคือ อยากได้ข้อมูลจาก column ใด ก็ติ๊กเลือกไป ข้อมูลที่ท่านต้องการก็จะโผล่มาทันที ที่เหลือ ขึ้นอยู่กับการใช้งานแล้วว่าจะเอาไปทำอะไร
***********************************************
มีจุด minor เพิ่มเติมอีกเล็กน้อย นั่นคือ การเรียงลำดับข้อมูล เพราะพบว่า ข้อมูลของหน่วยงานคาบเกี่ยวที่ต้องการให้กรอกนั้น ลักษณะการเรียงข้อมูลนั้น ไม่ตรงกันกับข้อมูลที่ได้มาจากหน่วยงานหลัก และไม่สามารถหาได้ว่า มันใช้อะไรเป็นหลักในการจัดเรียงข้อมูลแบบนี้!!!!
เอาล่ะ ไม่เป็นไร เพื่อให้ทำงานได้ ยอมใช้ของเขาเป็นหลักก็ได้ มาปรับที่ข้อมูลจากหน่วยงานหลักของเราแทนก็แล้วกัน
ส่งผลให้ต้องเดือดร้อน ลากสลับไปมาใน pivot table เพื่อปรับชุดข้อมูลให้ตรงกันกับลำดับข้อมูลของหน่วยงานคาบเกี่ยว จนที่สุดก็สำเร็จ(แค่ขั้นเตรียมการเฉยๆนะ)
*********************************************
ต่อจากนั้น ก็เพิ่มเติมข้อมูลต่างๆที่ยังขาดอยู่ ลงไปให้ครบ ก็พร้อมที่จะใช้ข้อมูลเพื่อทำงานต่อได้แล้ว
สำหรับผู้เขียน ตอนนี้ แบ่งชุดข้อมูลเป็นสองส่วน แยกตามปีของข้อมูล ค่อยๆทำกันไปก่อน มีเวลาอีกสองเดือน -_-‘(ซึ่งก็นอนใจใดๆไม่ได้อีกเช่นกัน เผื่อไว้สำหรับงานด่วน งานเผาใดๆ ที่อาจพรวดพราดมาได้ทุกเมื่อ ประเภทสั่งเย็นๆวันศุกร์ ขอเช้าวันจันทร์ หรือมาตอนเที่ยงคืนวันศุกร์ แล้วขอส่งก่อนในวันอาทิตย์ -_-‘ เจริญจริงๆ สำหรับการทำงานดีเด่นของหน่วยงานผู้สั่งงาน!!!!)

(เพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เพราะเพิ่งเคยใช้ เลยเพิ่งรู้เหมือนกันว่า ตัวข้อมูลที่เป็น pivot table นั้น สามารถคัดลอกออกมาเป็นตารางเดี่ยวๆ ต่างหากได้ ใช้งานทั่วไปได้ปกติ)

ขอจบดื้อๆเลยก็แล้วกัน งานยังไม่เสร็จ ขอตัวก่อนล่ะ.

11/01/2022

🔥 วันนี้แอดมินจะมาแนะนำทุกคนให้รู้จักกับเจ้า ERP Software ตัวหนึ่ง ถือว่าเป็นที่นิยมมากเป็นอันดับต้น ๆ ที่คนทั่วโลกเลือกใช้งานกันเลยก็ว่าได้ ซึ่งสิ่งที่ว่านี้นั่นก็คือ Odoo นั่นเอง ซึ่งมันจะสามารถทำอะไรได้บ้างนั้น ไปดูกันเลยยย !!!
ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักกับเจ้า Odoo กัน เรามาทำความรู้จักกันเสียก่อนว่า อะไรคือ ERP กันนะ
📌 ERP (Enterprise Resource Planning) คือ ระบบการจัดการทางธุรกิจรูปแบบหนึ่ง ที่จะวางแผนบริหารจัดการองค์กรให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
โดย ERP จะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลในส่วนต่าง ๆ และกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กรนั้นให้สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นระบบเดียว เช่น ระบบงานทางด้านบัญชี, งานการเงิน, งานทรัพยากรบุคคล, การให้บริการบุคคลภายนอกองค์กร และอีกมากมาย ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
⭐ ซึ่ง Odoo ก็เป็นหนึ่งใน Software ที่สามารถทำหน้าที่เป็น ERP ได้นั่นเอง แล้วทำไมถึงต้องเป็น Odoo ล่ะ ??
Odoo นั้นย่อมาจาก On Demand Open Object หรือแปลเป็นไทยก็คือ การเพิ่มฟังก์ชั่นได้ตามความต้องการ เป็นชุดโปรแกรม Open-source ERP สำหรับจัดการทางธุรกิจที่จัดการระบบให้ทุกส่วนของระบบภายในองค์กรทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้
มีจุดเด่นตรงที่
✅ มีความยืดหยุ่นสูง (Flexible) เนื่องจากว่าเป็น Open-source ERP ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งให้เข้ากับลักษณะงานของธุรกิจแต่ละประเภทได้ ไม่ว่าจะเป็น การผลิต งานบริการ การเช่าซื้อ ซื้อมาขายไป หรืออื่น ๆ อีกมากมาย
✅ สามารถติดตั้งส่วนเสริมต่าง ๆ (Module) ไม่ว่าจะเป็น การซื้อ การขาย บัญชี และอีกหลากหลายอย่างเลยทีเดียว มีการทำงานที่ครอบคลุมการดำเนินการทางธุรกิจพื้นฐานต่าง ๆ และสามารถปรับแต่ง Module เหล่านั้นได้ตามความเหมาะสม
✅ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนา (Technology) มีออกรุ่น Software ใหม่ ๆ ออกมาอยู่สม่ำเสมอ
✅ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบ สามารถทำงานควบคู่ไปกับส่วนอื่น ๆ ได้ดี เช่น ถ้า Odoo ของเรามีระบบขายหน้าเว็บอยู่แล้ว เวลาสั่งของต่าง ๆ สามารถตัดจำนวนของที่สั่งซื้อไปออกจากคลังได้เลยอัตโนมัติ หรือ ถ้ามีระบบ Customer Support อยู่ สามารถที่จะดึงข้อมูลของลูกค้ามาใช้งานกับข้อมูลการสั่งซื้อและเกี่ยวกับลูกค้าในฐานข้อมูล Odoo มาใช้งานร่วมกันก็ได้
✅ ทำงานอยู่บน Cloud สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา
สำหรับแอดแล้ว แอดมินคิดว่าจุดแข็งของเจ้า Odoo นั่นก็คือ มีความยืดหยุดที่สูงมาก เนื่องจากสามารถปรับรูปแบบงานให้เข้ากับรูปแบบการดำเนินงานของบริษัทได้ จึงทำให้ตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมในส่วนอื่น ๆ ได้ดีอีกด้วย นับว่าเจ๋งสุด ๆ ไปเลย
แล้วเพื่อน ๆ คิดเห็นกันอย่างไรบ้างสำหรับเจ้า Odoo สามารถมาแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อน ๆ คนอื่นฟังกันได้น้า

กับงานหัวหมุนด้านข้อมูล ขอบพระคุณมากๆสำหรับความรู้ครับ และทำให้นึกได้เลยว่า แทบทุกหน่วยงานในไทย น่าจะใช้ excel แบบตาราง ...
28/10/2021

กับงานหัวหมุนด้านข้อมูล ขอบพระคุณมากๆสำหรับความรู้ครับ และทำให้นึกได้เลยว่า แทบทุกหน่วยงานในไทย น่าจะใช้ excel แบบตาราง เยอะๆ กันทั้งนั้น โดยเฉพาะ ราชการ!!!

เคยสงสัยไหมครับว่า Database, Data Warehouse, Data Lake ต่างกันยังไง?

ผมสงสัยนะ แต่ละไว้ในฐานที่ (ไม่ค่อย) เข้าใจ เพราะคิดว่าดูจากชื่อก็พอเดาได้

แต่หลังจากได้ดูคลิปนี้ ทำให้รู้ว่ามีบางส่วนที่เข้าใจผิด และทำให้เชื่อมโยงความเข้าใจหลายอย่างเข้าด้วยกัน
https://www.youtube.com/watch?v=WgIbvkyY4mI

ผู้ทำคลิปนี้คือคุณชานดู (Chandoo) ถ้าใครชอบ Excel ชื่อนี้ต้องรู้จักแน่นอน เพราะเป็นคนที่เก่ง Excel มาก ๆ (Excel MVP) แถมยังเก่งหลายโปรแกรมด้วย

ความเจ๋งของคลิปนี้คือวิธีการอธิบาย คุณชานดูย่อยสิ่งที่ยากให้เข้าใจง่าย และสนุก (แนะนำให้ดู)

จุดด้อยเพียงนิดเดียวคือ สำเนียงภาษาอังกฤษที่อาจฟังยากเล็กน้อย ผมจึงใช้วิธีเปิด subtitle (cc) ควบคู่ไปด้วย

ถ้าใครไม่มีเวลาดู นี่คือโน้ตย่อของผมจากการดูคลิปนี้ครับ (เพิ่มความเข้าใจส่วนตัวเข้าไปด้วย)

Database, Data Warehouse, Data Lake สามคำนี้ไม่เหมือนกันเลย ทั้งในแง่ concept และการใช้งาน

Database ดูจะเป็นคำที่เข้าใจง่ายที่สุด นั่นก็คือฐานข้อมูล หรือการเชื่อมโยงตารางต่าง ๆ เข้าด้วยกันแบบ One-to-One, One-to-Many, Many-to-Many ตามหลักการของ RDBMS (Relational Database Management System)

ตาราง (Table) แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ Fact และ Dimension

Fact คือข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง มักบันทึกเป็น Transaction เช่น บันทึกการขายของทุกเซลล์ออเดอร์ บันทึกการผลิตสินค้าในแต่ละวัน บันทึกการเข้า-ออกของพนักงาน

Dimension คือ ตารางแสดงรายละเอียดของข้อมูล (มักเรียกกันติดปากว่า Master Data) เช่น ตารางแสดงรายละเอียดสินค้า (Product) ตารางแสดงรายละเอียดลูกค้า (Customer) ตารางแสดงรายละเอียดวัน (Calendar, เช่น แสดงว่าวันนี้อยู่ในสัปดาห์ใด เดือนใด ปีใด)

Dimension ต้องมีข้อมูลที่เป็น unique หรือข้อมูลที่ห้ามซ้ำ ศัพท์เทคนิคเรียกว่า Primary Key

ถ้าเป็นตาราง Product: Primary Key มักเป็น Product Code
ถ้าเป็นตาราง Customer: Primary Key มักเป็น Customer Code
ถ้าเป็นตาราง Calendar: Primary Key มักเป็น Date (วันที่)

หลักการของตาราง Fact คือ narrow and tall นั่นคือควรมีคอลัมน์น้อย แต่บรรทัดเยอะ (ล้านหรือหลายล้านบรรทัด) เก็บเฉพาะข้อมูลที่เป็น code (เช่น Primary Key) หรือข้อมูลที่เป็นตัวเลข (เช่น จำนวนที่ขาย ส่วนลด)

หลักการของตาราง Dimension คือ wide and short นั่นคือควรมีคอลัมน์เยอะ (เพราะเก็บรายละเอียดปลีกย่อย) แต่บรรทัดน้อย
คำว่า “น้อย” ขึ้นกับบริบทของตารางนั้น ๆ เช่น
เช่น ถ้าเป็นตาราง Product อาจมีเป็นหลักพันหรือหลักหมื่น
ถ้าเป็นตาราง Customer อาจมีได้ถึงหลักหมื่นหรือหลักแสน
แต่ถ้าเป็นตาราง Calendar หลักพันก็น่าจะพอ (ปีนึงมี 365 วัน ถ้าเก็บข้อมูล 20 ปี ก็ใช้ประมาณ 7,000 บรรทัด)

จากประสบการณ์ตรง ปัญหาที่พบคือ มีแค่ตารางเดียว และตารางนั้นมี 100 คอลัมน์ (โดยเฉพาะผู้ใช้ Excel)
เจอแบบนี้ทีไร บอกเลยร้องไห้ใหญ่มาก (T_T)
เพราะทำได้เพียง Pivot Table แต่จะวิเคราะห์เชิงลึกหรือเพิ่มเงื่อนไขซับซ้อนไม่ได้ (ยกเว้นสร้างตารางคำนวณขึ้นมาซ้อน ๆ ๆ กัน ซึ่งไม่เวิร์กและคำนวณช้า)

Data Warehouse คือการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ทำรีพอร์ต หรือตอบคำถามต่าง ๆ
มักเก็บข้อมูลในรูปแบบของ Query นั่นคือคล้ายยึดตาราง Fact เป็นหลัก แล้วเพิ่มบางคอลัมน์จากตาราง Dimension เข้าไป
หรืออาจเพิ่มเงื่อนไขบางอย่างเข้าไป

เช่น เก็บข้อมูลเฉพาะลูกค้าที่เป็นผู้หญิงในแต่ละวัน เก็บข้อมูลเฉพาะสินค้าที่ขายในประเทศไทยในแต่ละเดือน

บางคนเรียกข้อมูลที่เก็บใน Data Warehouse ว่า Cube เพราะคล้ายดึงข้อมูลจากหลาย ๆ Dimension มารวมกัน
จากตารางที่มีแค่สองมิติ พอรวมกันหลายตารางก็เลยมีสามมิติ กลายเป็นลูกบาศก์ (Cube) นั่นเอง

ดูเผิน ๆ Data Warehouse คล้าย Database แต่ความแตกต่างคือ Data Warehouse เก็บข้อมูลที่เป็น Historical Data
นั่นคือ ถ้าอนาคตข้อมูลใน Database เกิดการเปลี่ยนแปลง ข้อมูลใน Data Warehouse จะไม่เปลี่ยนตาม

เช่น ลูกค้าชื่อสมชายเคยซื้อของวันที่ 1 มกราคม 2020
แต่ลูกค้าคนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น พิชรวัชช์ วันที่ 1 มกราคม 2021
ดังนั้น ชื่อลูกค้าใน Database ตอนนี้คือ พิชรวัชช์
แต่ชื่อลูกค้าใน Data Warehouse ของการซื้อวันที่ 1 มกราคม 2020 ยังคงเป็น สมชาย

อีกตัวอย่างนึงคือ สินค้าเคยมีการวางขายในปี 2020 แต่ไม่มีการวางขายตั้งแต่ปี 2021 (อาจเพราะล้าสมัย หรือเหตุผลอื่น ๆ )
ถ้าเช็คใน Database จะพบว่าไม่มีสินค้าชนิดนี้แล้ว (อาจใช้การ mark for delete ในตาราง Product)
แต่ถ้าเช็คการซื้อในปี 2020 จะพบว่ายังคงมีสินค้าชนิดนี้อยู่

กลับมาที่ตาราง Excel 100 คอลัมน์
ใช่, นั่นคือการเก็บข้อมูลในรูปแบบ Data Warehouse

แล้วทำไมถึงเก็บข้อมูลในรูปแบบ Data Warehouse ไม่ได้?
เก็บได้ แต่ถ้าจะเก็บแบบนั้นจำเป็นต้องมี Database ด้วย
ถ้าเก็บเฉพาะ Data Warehouse โดยไม่มี Database จะไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก หรือวิเคราะห์ข้อมูลที่มีเงื่อนไขซับซ้อน (เช่น แสดงยอดขายของสินค้าที่เป็น Top 10 ของแต่ละเดือน)
ได้แต่วิเคราะห์ในรูปแบบง่าย ๆ
ถ้าพูดให้เห็นภาพคือ วิเคราะห์ได้เพียง Pivot Table ซึ่งไม่สามารถเพิ่มเงื่อนไขเชิงลึกได้
(ยกเว้นใช้ Power Pivot ซึ่งหลักการของ Power Pivot ก็คือ Data Model หรือ Database นั่นเอง)

การส่งผ่านข้อมูลจาก Database มายัง Data Warehouse คือกระบวนการที่เรียกว่า ETL (Extract Transform Load)
(ใช่, มันคือคอนเส็ปต์ของ Power Query) และต้องทำเป็นระยะ (Periodically Archive)
เมื่อส่งผ่านข้อมูลแล้วจะเก็บข้อมูลเป็นอย่างนั้นเลย ห้ามแก้ไข
ถ้าต้องการแก้ไขจริงๆ (เช่น พบว่าข้อมูลที่เก็บนั้นผิดพลาด) ต้องมีการขอ approve หลายสเต็ป เพื่อไม่ให้ข้อมูลถูกแก้ไขโดยไม่จำเป็น
(เคยขอแก้ข้อมูลแล้วไอทีไม่ยอมไหม? นั่นแหละ)

Data Lake คือการเก็บข้อมูลทุกอย่างเข้าระบบ รวมถึงข้อมูลที่ยังไม่รู้ว่าจะใช้ทำอะไร แต่คิดว่าอาจมีประโยชน์ในอนาคต

ข้อมูลที่เก็บนี้ อาจเป็นทั้ง ตาราง, ไฟล์, ภาพ หรือแม้กระทั่งวิดีโอก็ได้

พูดง่าย ๆ คือ ดัมพ์ (dump) ข้อมูลเข้าไปในระบบก่อน เผื่อจะได้ใช้สักวันนั่นแหละ

แต่ไม่ใช่ว่าจะดัมพ์ข้อมูลอะไรเข้าไปก็ได้ ข้อมูลที่ถูกดัมพ์ต้องถูกจัดและเก็บอย่างมีระบบ ศัพท์เทคนิคเรียกว่า Semi-structured (ปรึกษาหน่วยงานไอทีว่าโยนข้อมูลอะไรเข้าไปได้บ้าง และต้องโยนยังไง)

เมื่อข้อมูลถูกจัดและเก็บอย่างมีระบบแล้ว มักใช้ Algorithm, Artificial Intelligence (AI) หรือ Machine Learning (ML) เข้ามาช่วยวิเคราะห์ หรือหา pattern อะไรบางอย่าง

ในแง่ของความเป็นระเบียบแล้ว Data Lake มีน้อยมากเมื่อเทียบกับ Database, Data Warehouse
แต่ก็ต้องเก็บข้อมูลไว้ก่อน วันนี้เราอาจไม่รู้ว่าจะใช้ประโยชน์ยังไง แต่วันหน้าอาจนึกวิธีใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ก็เป็นได้
(แต่ต้องเก็บแบบมีโครงสร้างนะ ไม่งั้นเก็บไปก็เรียกออกมาใช้ไม่ได้)

มาคุยกันเรื่องโปรแกรมในการจัดการบ้าง

ถ้าเป็น Database มักใช้โปรแกรมจัดการฐานข้อมูลทั่วไป
เช่น SQL Server, MS Access, Oracle หรือโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลอื่น ๆ
ถ้าเป็นฐานข้อมูลเล็ก ๆ อาจใช้ Excel ก็ได้ (แต่ห้ามทำเป็นตารางเดียว 100 คอลัมน์นะ ขอร้อง)

ถ้าเป็น Data Warehouse อาจใช้บางโปรแกรมฐานข้อมูล เช่น SQL Server หรืออาจใช้โปรแกรมเฉพาะ เช่น BW (Business Warehouse)

ถ้าเป็น Data Lake มักใช้เป็น cloud service เช่น AWS, MS Azure, Google Big Query
ถ้ามีเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว อาจใช้เป็นแบบ on-premise ก็ได้ (แต่ก็ต้องมี algorithm, AI, ML ช่วยวิเคราะห์)

ส่วนโปรแกรมที่ใช้แสดงผล (ไม่ว่าจะเชื่อมต่อกับ Database, Data Warehouse, Data Lake ก็ตาม) อาจใช้โปรแกรม BI (Business Intelligence) เช่น Power BI, Tableau, Google Studio, Qlik Sense
หรือจะใช้ภาษา Python, R ช่วยวิเคราะห์และแสดงผล
หรืออาจใช้ MS Excel, Google Sheet ช่วยแสดงผลก็ได้เช่นกัน

เป็นยังไงกันบ้างกับ Database, Data Warehouse, Data Lake เชื่อว่าบทความนี้ทำให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ต้องละไว้ในฐานที่ (ไม่ค่อย) เข้าใจแล้ว ^_^

ใครอ่านจบแล้ว ขอคนละเมนต์นะครับ

24/10/2021

📢 ใครทที่กำลังมองหา HTML Template สวย ๆ ที่เราสามารถนำไปใช้ได้ฟรี มาทางนี้เลย 🔥
วันนี้แอดมินจะมาแนะนำ 24 HTML Templates สำหรับทำ Websites และ Landing Pages ซึ่งแต่ละอันนั้นแอดมินขอบอกว่า ปัง ๆ ทั้งนั้นเลยยย
ใครสนใจ สามารถเข้าไปตำกันได้ในลิงค์นี้เลยจ้า 👇​
💥 Link Web: https://inovatik.com/index.html
borntoDev - 🦖 สร้างการเรียนรู้ที่ดีสำหรับสายไอทีในทุกวัน

04/10/2021
เมื่ออดีตพบกับปัจจุบันแวะมาบันทึกไว้สักหน่อยว่า ตอนนี้ ใช้ javascript ทำโปรแกรมหา FullMoon NewMoon ตามวิธีการในคัมภีร์โบ...
08/09/2021

เมื่ออดีตพบกับปัจจุบัน
แวะมาบันทึกไว้สักหน่อยว่า ตอนนี้ ใช้ javascript ทำโปรแกรมหา FullMoon NewMoon ตามวิธีการในคัมภีร์โบราณได้แล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ใช้แต่ spreadsheet ยอดนิยมกันมาเสียนาน
วิธีการนั้นดูซับซ้อน ยอกย้อน น่าปวดหัวพอสมควร แต่ก็ผ่านมันมาได้ มีขัดใจอยู่อย่างเดียว เวลามันติดbug ไม่เคยแม้แต่จะฟ้องว่า เฮ้ย มันผิดนะเว้ย ที่บรรทัดไหน มีให้เห็นอย่างเดียวคือ คลิกแล้วไม่ตอบสนอง แถมไม่แสดงค่าที่ต้องการให้เห็นแม้แต่สักนิด
ส่งผลให้คนทำนั้น มึนงงกันข้ามวัน ข้ามเดือน มาแล้วก็มี -_-‘ แถมวันดีคืนดี โค้ดก็หน้าตาเดิมๆ วันหนึ่ง รันไม่ได้ ข้ามไปอีกวันสองวัน เอามาลองทำใหม่ รันได้หน้าตาเฉย!!! เอาเข้าไป แบบนี้ ก็มี!!! -*-
อย่างไรก็ตามแต่ เมื่อลากเข็นกันมาได้ถึงขนาดนี้แล้ว ก็ต้องขอบอกเทคโนโลยีที่ใช้ทำมันขึ้นมากันสักหน่อย
ส่วนประกอบ javascript น่าจะ ES6 หรือสูงกว่า
html/css นั้น ใช้ html ธรรมดา โล้นๆ แต่งแต้มโครงสร้างด้วย BootStrap V5.x โดยหาจาก Help Doc บนหน้าเวบผู้ผลิต BootStrap มั่วๆ คลำทางกันไป ตามภาพที่ร่างแบบเอาไว้และปรับแต่งเมื่อทดสอบการแสดงผลข้อมูล
Browser ที่ใช้ คือ Browser ที่รองรับ javascript ธรรมดานี่แหละ
ที่ผู้เขียนนิยมใช้ก็ Firefox กับ Chrome ส่วน Edge กับ IE นั้น ช่างมันเถอะ -_-‘(ไม่รับประกันนะ เพราะไม่เคยลองแฮะ)
Editor ที่ใช้จัดทำนั้น มีสองตัว คือ Brackets กับ VSCode ในเวอร์ชั่น OSS คือ VSCodium (สำหรับ Codium นี้มาทีหลัง เนื่องจากเห็นหลายคนเล่าลือกันว่า มันดี ของมันเด็ด ก็เลยเอามาลองเสียหน่อย ก็พบว่า มันดีจริงๆ)
สำหรับหน้าตานั้น ก็เห็นได้ดังรูป ข้อดีของ Bootstrap ข้อหนึ่งนั้นก็คือ เมื่อลดขนาดแสดงผลลง content ต่างๆบนหน้าเวบก็พลอยหดลงมาด้วย ทำให้เห็นข้อมูลต่างๆได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น เพียงแต่จะมีขนาดที่เล็กลงตามสัดส่วน (ภาพที่ได้นั้นเกิดจากการหดขนาดของหน้าเวบเพื่อให้ทำการจับหน้าจอได้ทั้งหมดในครั้งเดียวครับ)
สำหรับโปรแกรมในภาพนั้น อันหนี่งใช้คำนวณหา FullMoon ที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ในเดือนสิงหาคม 2564 ส่วนอีกหนึ่งใช้หาจุด อมาวสีสมผุสของสุริยุปราคา ณ วันที่ 9 มีนาคม 2016 ซึ่งทั้งหมดเป็นค่าคำนวณตามจริงจากคัมภีร์ ยังไม่มีการเติมค่าแก้ใดๆลงไปทั้งสิ้น
สำหรับส่วนอื่นๆที่เหลือ ยังคงต้องรอการพัฒนากันต่อไป ตามแต่เวลาจะเอื้ออำนวยครับ

Address


Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Bfordev posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your business to be the top-listed Engineering Company?

Share