30/08/2024
วินัยของน้องจีน
เจอน้องเฟิน ปณิชา ทีไรผมมักจะชอบไปขอความรู้เกี่ยวกับธุรกิจจีนเสมอ เพราะน้องเฟิร์นเป็นคนที่ทำธุรกิจทั้งการทำตลาดที่จีนให้สินค้าไทย และทำตลาดไทยในนักท่องเที่ยวจีน เป็นคนที่มีโลกสองใบและเห็นความเป็นไปทั้งสองฝั่งได้จากประสบการณ์ตรง ล่าสุดน้องเฟิร์นก็มีบริษัทที่จีนขายรังนกและเป็นตัวแทนสินค้าไทยขายอยู่ในเมืองจีน ที่ออฟฟิศมีพนักงานชาวจีนอยู่หลายคน และก็มีออฟฟิศที่ไทยด้วย เฟิร์นเพิ่งไปใช้เวลาทำงานที่จีนอยู่หลายเดือน
ล่าสุดเจอน้องเฟิร์นเลยถามว่าทำงานกับคนจีนรุ่นใหม่ๆเป็นอย่างไรบ้าง เฟิร์นบอกว่าคนจีนรุ่นใหม่มีวินัย มีความตั้งใจสูงมากเมื่อเทียบกับออฟฟิศที่ไทย ขนาดว่าบริษัทเฟิร์นยังไม่ใหญ่ จ้างได้แต่น้องๆระดับกลางๆไม่ได้เป็นหัวกะทิก็ยังได้เห็น work ethic ที่สูงมากๆและการดิ้นรนที่จะประสบความสำเร็จให้ได้ ด้วยความที่การแข่งขันคงสูงมากด้วยในตลาด
เฟิร์นเล่าเทียบให้เห็นภาพว่า ถ้าเรียกน้องจีนสัมภาษณ์สิบคน ทั้งสิบจะติดต่อเข้ามาเพื่อยืนยันด้วยตัวเอง จะมาก่อนเวลาทุกคน แต่งตัวเรียบร้อยเป๊ะ ผูกไทด์รูดสุดคอ ส่วนถ้าเรียกน้องไทยมาสัมภาษณ์ที่ออฟฟิศไทยจะติดต่อไม่ได้สามในสิบ และมาสายอีกจำนวนหนึ่ง แต่งตัวก็ตามสบายเป็นส่วนใหญ่
เวลาถามว่ามีอะไรจะถามกลับก่อนจบสัมภาษณ์มั้ย น้องไทยจะถามเรื่องวันหยุดวันลา สวัสดิการ โบนัส เป็นหลักและส่วนใหญ่จะบอกว่าอยากทำงานเพื่อหาประสบการณ์ น้องจีนจะถามให้มั่นใจว่าเขาจะ deliver หรือประโยชน์อะไรกับองค์กรได้บ้างและจะไม่มีใครถามเรื่องวันหยุดวันลาหรือบอกว่าจะทำงานหาประสบการณ์ ( อ่านถึงตรงนี้ หายใจลึกๆก่อนโมโหแล้วด่วนสรุปว่าแล้วถามไม่ได้เหรอ ถามได้ครับ แค่เป็นความต่าง ถ้าเป็นผมจะถามหลังจากได้งานแล้ว เพราะถามก่อนจะเสียเปรียบคนไม่ถามในมุมผู้คัดเลือก)
สำหรับการลาป่วย ถ้าน้องจีนจะลาป่วยนี่คือระดับนอนโรงพยาบาลแล้ว ปวดหัวตัวร้อนนี่ไม่เคยลา จะมาทำงาน เที่ยงก็กินยาจีนแล้วนอนฟุบเอง บ่ายก็กระเด้งตัวขึ้นมาทำงาน หนักหน่อยก็แค่กลับตรงเวลาเพราะปกติทำเกินเวลาตลอด น้องไทยจะแมกซ์วันลาป่วยเท่าที่ให้เป็นส่วนใหญ่
ตอนเช้าน้องจีนทั้งหมดจะมาก่อนเวลา มาทานข้าว กดกาแฟกิน พอเวลาทำงานปุ๊บนั่งหลังตรงหน้าคอม จันทร์ถึงอาทิตย์จะทักหาเจ้านายตลอดเวลาติดเรื่องงาน ขนาดเฟิร์นยังบอกว่าอยากพักบ้าง ลูกน้องขยันเกิน ถ้ามีเรื่องด่วนทักแชตไป ตอบกลับไม่เกิน 10 นาทีแม้แต่วันหยุด ทีมงานจะพยายามบอกตลอดว่าติดต่อได้ 24X7
ถ้าไปกินเลี้ยงกับลูกค้า ไม่ว่าดึกดื่นแค่ไหนไม่เคยจะขอกลับก่อนจนกว่าเราจะบอกว่าให้กลับไปก่อน ถ้าหัวหน้าเป็นผู้หญิงไม่กินเหล้าทีมงานก็จะอาสากินแทนชนแทนแล้วเราคอยแบกลูกน้องกลับ
เฟิร์นบอกว่านี่คือระดับปลายแถวของเขาเพราะเฟิร์นไม่ได้มีสตางค์จ่ายเงินเดือนในระดับสูงได้ และเล่าด้วยความเป็นกลาง ไม่ได้ชื่นชมว่าแบบโน้นดี แบบนี้ไม่ดีแต่อย่างใด แค่เล่าด้วยความเปิดหูเปิดตาว่าอีกที่หนึ่งในโลกเขากำลังทำและเป็นแบบนี้อยู่
เป็นวินัยขั้นสุดที่ฟังแล้วคงมีหลายมุมมองอยู่นะครับ…
……
มุมมองแรกของผมเมื่อได้ยินเรื่องนี้คือรู้สึกว่าตัวเองนี่โชคดีมากกกกกกกกกก ที่เกิดในเมืองไทย ไม่เกิดในจีน เพราะผมเป็นคนที่ไม่ได้ขยันอะไรเลย อู้ได้ก็อู้ ทำงานก็เหนื่อยง่าย โชคดีที่ไม่ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แข่งกันขนาดนั้นเพราะเราไม่น่าจะรอดแน่
มุมมองที่สองก็ทำให้เข้าใจคนจีนส่วนหนึ่ง (ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ) ที่พอมาทำธุรกิจที่ไทยก็มักจะขนคนจีนมาทำงานด้วยเพราะความมีวินัยการทำงานแบบนี้ที่เขาคุ้นเคย มีพี่คนหนึ่งเล่าว่า คนจีนมาซื้อโรงงานไม้ที่ขาดทุนของไทย แล้วรื้อใหม่ เอาเครื่องจักรมาลง เอาลูกจ้างจีนมาก็พลิกฟื้นกำไรได้ ก็เข้าใจได้จากวินัยการทำงานแบบนี้ ต้นทุนคงต่ำลงมาก
ส่วนมุมมองที่สามก็คือ เราอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการทำงานบ้าระห่ำแบบเอาตัวเข้าแลกแบบนั้น ไม่มี work life balace เอาเสียเลย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรากำลังต้องแข่งกับกลุ่มคนแบบนี้ไม่ว่าอาจจะเจอแบบทางตรง หรือทางอ้อมที่ผ่านสินค้าและบริการที่มีพลังขับเคลื่อนแบบนั้นอยู่ ผมไปเยี่ยมโรงงาน Foton รถบรรทุกอันดับหนึ่งของโลกที่ปักกิ่ง หนึ่งในเคล็ดลับการประสบความสำเร็จของเขาที่เล่าให้ฟังเวลาเราถามก็คือการทำงานอย่างหนัก เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจว่าตรุษจีนที่ผ่านมา บริษัทเขายังไม่หยุดเลยด้วยซ้ำ
เขียนเรื่องนี้ก็จะมีมุมแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเสมอ ผมเองก็เป็นลูกจ้างมาชั่วชีวิต ไม่ได้ชอบทำงานหนักและไม่คิดว่าเราจะต้องทุ่มเทอะไรแบบนี้ แต่ก็เคยมีคนเล่าว่าคนที่จะมีที่มีทางในบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้นั้นต้องมีสองในสาม ก็คือ เก่ง นิสัยดี หรือขยัน ถ้าเก่งทางใดทางหนึ่งหรือมีทักษะที่ไม่ค่อยมีใครมีแล้วนิสัยดีด้วย ขี้เกียจบ้างไรบ้างก็คงพอได้ หรือถ้านิสัยดีแล้วขยันด้วย ไม่เก่งนักก็ยังพอมีความอึดถึกทนเป็นจุดขาย หรือถ้าขยันและเก่ง นิสัยไม่ค่อยดี ก็ยังอาจจะมีงานที่ทำเป็น expert ไม่ยุ่งกับใครที่พอเติบโตได้เช่นกัน แต่ถ้ามีแค่หนึ่งในสามก็ดูจะรอดยากไม่ว่าจะทำงานบริษัทไหนในประเทศไหนก็ตาม
ดังนั้นถ้าเราไม่เก่งอะไรชัดๆ ก็น่าจะพยายามทำตัวนิสัยดี ช่วยเหลือคน และขยันเอาไว้ก่อน แล้วค่อยหาทางพัฒนาจุดแข็งอะไรบางอย่างที่เป็นแต้มต่อ แล้วค่อยลดความทุ่มเทเพื่อมีชีวิตที่เบาลง ไม่ต้องทำงานหนักขนาดนั้นก็เป็นไปได้
และถ้าพอเปิดใจในมุมวินัยการทำงานหรือความ ‘ขยัน’ ที่อาจจะเป็นจุดเด่นได้ในออฟฟิศไทยในขณะที่เราอยู่ในช่วงพัฒนาความสามารถทางอื่นอยู่ ลองอ่านทวนวินัยการทำงานในระดับธรรมดาแบบจีนที่เขียนข้างต้น ก็น่าจะพอเป็นจุดเด่นของน้องไทยในระยะเริ่มต้นได้เหมือนกันนะครับ….