PN.Kreis

PN.Kreis Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from PN.Kreis, .

#ออกแบบ #ผลิต #ขาย #ซ่อม #ให้เช่า #ระบบจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติ
#เครนจัดเก็บสินค้า #โอเวอร์เฮดเครนอัตโนมัติ #รถลำเลียงอัตโนมัติ
ประสิทธิภาพสูง ประหยัด ทนทาน สายเยอรมัน
085-2935773/ 081-1041234

21/06/2026
20/06/2026

โพสต์ โฆษณาด้านล่างนี้ เป็นรายการสินค้า ของพีเอ็นไครส์ ถูกนำไปใช้บนเพจของบริษัทนายหน้า ที่เรายกเลิกความร่วมมือไปแล้ว แต่ยังคงมีภาพและวิดีโอสินค้าของเราปรากฎอยู่ จึงถือเป็นโฆษณาหลอกลวง ที่ยังพยายามลอกเลียนแบบสินค้าของเราเท่านั้น กรุณาระวัง สอบถามความชัดเจนได้ที่ [email protected]

– Automated Storage and Retrieval System (ASRS Racking)

– Automated Stacker Crane System

– Conveyor and Sorter System

– Warehouse Management System (WMS)

– Handling Robot System

"ลูกอีช่างเลือก" หรือเปล่า ลองถามตัวเองดู
20/06/2026

"ลูกอีช่างเลือก" หรือเปล่า ลองถามตัวเองดู

“จิตวิทยาของลูกอีช่างเลือก”

มื้อกลางวันมีร้านอาหารให้เลือกเป็นร้อย ยามค่ำมีหนังให้เลือกเป็นพัน แถมยังมีคนให้เลือกคุยนับไม่ถ้วนในแอปหาคู่ ฟังดูเหมือนเป็นอิสรภาพที่มนุษย์ใฝ่ฝันมาตลอด

มีคนมากมายเชื่อว่า ยิ่งมีทางเลือกมาก ชีวิตก็ยิ่งมีความสุข แต่ในทางจิตวิทยา คำตอบกลับตรงกันข้าม

ที่ว่าตรงข้ามนั้นคือ การมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นเสมอไป และหลายครั้ง มันอาจทำให้เราทุกข์กว่าเดิมด้วยซ้ำ

คนที่ชอบดูหนังอยู่กับบ้านน่าจะคุ้นเคยกับพฤติกรรมนี้ เปิดเน็ตฟลิกซ์ขึ้นมา ตั้งใจจะดูหนังสักเรื่อง ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ยังนั่งไถหารายการอยู่เหมือนเดิม ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง…เริ่มง่วง สุดท้ายปิดจอแล้วเข้านอนโดยไม่ได้ดูอะไรเลย

เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกของสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “ความย้อนแย้งของการมีทางเลือก“ หรือ The Paradox of Choice

แนวคิดนี้ถูกเสนอโดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกันชื่อ Barry Schwartz ซึ่งอธิบายว่า แม้การไม่มีทางเลือกเลยจะทำให้คนรู้สึกอึดอัดและไร้อิสรภาพ แต่การมีทางเลือกมากเกินไปก็สร้างปัญหาอีกแบบหนึ่งเช่นกัน

เมื่อทางเลือกมีมาก สมองต้องใช้พลังงานมหาศาลในการเปรียบเทียบ วิเคราะห์ และคาดการณ์ผลลัพธ์ จนบางครั้งเราต้องเหนื่อยล้ากับการใช้ความคิด มากกว่าการออกแรงยกของเสียอีก

นักจิตวิทยาเรียกอาการนี้ว่า “ภาวะวิเคราะห์จนสมองคล้ายเป็นอัมพาต” หรือ Analysis Paralysis เพราะเรามัวแต่คิดว่าจะเลือกอะไรดี จนสุดท้ายไม่ได้เลือกอะไรเลย ผมว่าทุกคนน่าจะเคยเป็น พอมีทางเลือกมากเกินไป เลยไม่เลือกเลย ซึ่งปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น ต่อให้เลือกได้แล้ว ความสุขก็ไม่ได้ตามมาเสมอไป

เพราะทันทีที่เราเลือกหนังเรื่องอสูรตาเดียวเที่ยวปีนัง สมองจะเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาว่า

“แล้วเรื่องยักษ์สามขาปะทะก๊อตซิลล่าล่ะ หน้าปกน่าดูมากเลย”
“เรื่องยายตัวร้ายกับทนายปีศาจน่าจะสนุกกว่า เพราะนางเอกคนนี้เล่นหนังเก่ง”
“เอ…บางทีเรื่องรักย้อนศรกระท้อนทรงเครื่อง อาจเหมาะกับเรามากกว่าไหม สไตล์กุ๊กกิ๊กๆแบบนี้”
ฯลฯ

ยิ่งมีตัวเลือกมากเท่าไร เสียงในใจเหล่านี้ก็ยิ่งดังขึ้นเท่านั้น

นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “ค่าเสียโอกาส” หรือ Opportunity Cost ทุกครั้งที่เราเลือกอะไรสักอย่าง เรากำลังสละทางเลือกอื่นทั้งหมดไปพร้อมกัน และยิ่งทางเลือกมีมาก ความรู้สึกเสียดายก็ยิ่งมากตามไปด้วย ที่น่าสนใจคือ การมีตัวเลือกมาก ยังทำให้เราคาดหวังสูงขึ้นด้วย

สมมุติ ถ้ามีหนังให้เลือกเพียงสองเรื่อง แล้วหนังที่เราเลือกไม่สนุก เราอาจโทษโชค แต่ถ้ามีหนังให้เลือกหนึ่งพันเรื่อง แล้วเรายังเลือกเรื่องที่ไม่สนุกมาดู

เรามักจะโทษตัวเอง เหมือนกับรู้สึกว่า “อุตส่าห์มีตัวเลือกตั้งเยอะ ทำไมยังเลือกพลาดอีก”

ยิ่งโลกเปิดโอกาสให้เราเลือกมากขึ้นเท่าไร ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ก็ยิ่งตกกลับมาที่ตัวเรามากขึ้นเท่านั้น

ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดของ The Paradox of Choice อาจไม่ได้อยู่ในแอปดูหนังหรือเว็บไซต์ชอปปิง แต่อยู่ในร้านขายวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะแผนกกระเบื้องห้องน้ำ ใครที่เคยสร้างบ้านหรือตกแต่งคอนโดคงเข้าใจดี ตอนแรกเราคิดว่าการมีตัวเลือกเยอะเป็นเรื่องดี

แต่พอเดินเข้าไปในโชว์รูมจริง ๆ เรากลับพบกระเบื้องหลายร้อยลาย หลายสิบขนาด หลายเฉดสี หลายผิวสัมผัส ตั้งแต่ลายหินอ่อนอิตาลี ลายปูนเปลือย ลายไม้ ลายหินธรรมชาติ ลายโมเดิร์น ลายมินิมอล ไปจนถึงลายที่ดูเหมือนตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้สับสนโดยเฉพาะ

หลังจากเดินเลือกอยู่หลายชั่วโมง คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ใกล้คำตอบมากขึ้น แต่กลับเหนื่อยมากขึ้น

และหลายครั้ง ความเหนื่อยนั้นก็ลุกลามไปสู่การโต้เถียง

สามีชอบสีเข้ม ภรรยาชอบสีอ่อน คนหนึ่งอยากได้ห้องน้ำเหมือนรีสอร์ต อีกคนอยากได้เหมือนโรงแรมญี่ปุ่น ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล ต่างฝ่ายต่างเปิดรูปตัวอย่างในโทรศัพท์มาสนับสนุนความคิดของตัวเอง จนบางครั้งการเลือกกระเบื้องห้องน้ำไม่กี่ตารางเมตร กลายเป็นการเจรจาสันติภาพระดับยูเอ็น

ทั้งที่ก่อนเข้าร้าน ทั้งคู่ยังจับมือกันมาอย่างมีความสุข

นักจิตวิทยาอธิบายว่า เมื่อจำนวนตัวเลือกเพิ่มขึ้น เราไม่ได้เพียงต้องตัดสินใจมากขึ้นเท่านั้น แต่เรายังเริ่มจินตนาการถึงอนาคตอีกนับร้อยแบบ ถ้าเลือกสีนี้ ห้องจะมืดไปไหม ถ้าเลือกลายนี้ อีกห้าปีจะตกยุคหรือเปล่า

บางทีก็ไปถึงขนาดคิดว่า ถ้าเลือกอีกแบบ ตอนขายบ้านจะได้ราคาดีกว่าไหม เพราะกระเบื้องหรือวอลล์เปเปอร์เป็นสิ่งที่ต้องอยู่กับมันไปอีกหลายปี

ความกลัวว่าจะ “เลือกผิด” จึงยิ่งรุนแรงกว่าการเลือกหนังดูหลายเท่า

พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ตอนเลือกวัสดุสร้างบ้าน แต่สารพัดธุรกิจในปัจจุบันกำลังสร้างความเครียดให้ผู้บริโภคโดยไม่รู้ตัว ลองนึกถึงเวลาเราเดินเข้าร้านอาหารบางร้าน แล้วเจอเล่มเมนูที่หนาเท่าดิกชันนารี มีอาหารให้เลือกเป็นร้อยๆ อย่าง แถมยังเปิดโอกาสให้มิกซ์แอนด์แมทช์ ได้ตามใจชอบ

“เส้นนี้คู่กับน้ำซุปแบบนั้น ท็อปปิ้งแบบนี้เปลี่ยนเป็นอันโน้นได้”

เจ้าของร้านอาจคิดว่านี่คือการเอาใจและมอบอิสระให้ลูกค้า แต่ในความเป็นจริง มันกลับสร้างภาวะ ”จุกจิกจนจุกอก“ ผมคนหนึ่งล่ะที่เคยยืนเอ๋อหน้าเคาน์เตอร์ พลิกเมนูไปมาด้วยความเครียด เพราะกลัวว่าถ้าสั่งจับคู่ผิดแล้วมันจะไม่อร่อย สุดท้ายก็จบลงด้วยการสั่งเมนูเบสิกเดิมๆ อย่างกะเพราไข่ดาว หรือไม่ก็เดินออกจากร้านไปเลยเพราะขี้เกียจคิด

ความจริงข้อนี้ลุกลามมาถึงโต๊ะทำงานของเราด้วยเช่นกัน มีคนทำงานจำนวนไม่น้อยที่ตกหลุมพรางของความหวังดี เวลาต้องเสนอโปรเจกต์ให้หัวหน้า หรือส่งแบบดีไซน์ให้ลูกค้า เรามักจะประเคนทางเลือกไปให้เขาแบบจัดเต็ม “หนูเตรียมไอเดียมาให้เลือกสิบห้าแบบเลยค่ะ” หรือ “ทางเรามีแพ็กเกจให้เลือกเจ็ดราคานะครับ”

เราเผลอคิดเอาเองว่าการให้ทางเลือกเยอะๆ คือการแสดงความมืออาชีพและความตั้งใจ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงกันข้าม ลูกค้าเริ่มขมวดคิ้ว หัวหน้าเริ่มบ่ายเบี่ยงว่า “ขอเก็บไปคิดดูก่อน” แล้วงานนั้นก็ค้างเติ่งอยู่บนโต๊ะไปอีกหลายสัปดาห์

ในโลกของการทำงาน การยัดเยียดตัวเลือกมากเกินไปไม่ใช่การบริการที่ดี แต่คือการโยนภาระ ‘ความเหนื่อยล้าในการตัดสินใจ’ ไปให้คนอื่น ลูกค้าหรือหัวหน้าไม่ได้ต้องการลูกอีช่างเลือกที่เอาช้อยส์มาวางกองตรงหน้า แต่พวกเขาต้องการผู้เชี่ยวชาญที่ช่วย ‘คัดกรอง’ จนเหลือสิ่งที่ดีที่สุดเพียง 2-3 ทางเลือก พร้อมข้อแนะนำที่ชัดเจนต่างหาก

และที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ ความเหนื่อยล้าจากการเลือกสารพัดสิ่งในชีวิตนี้ มันไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องงาน แต่งานวิจัยหลายชิ้นพบว่ามันกำลังลุกลามเข้าไปในพื้นที่ที่ละเอียดอ่อนที่สุดอย่าง ‘ความสัมพันธ์’ ด้วยเช่นกัน

บางทีปัญหาของมนุษย์จึงไม่ใช่การขาดทางเลือก แต่เป็นการมีจินตนาการมากพอที่จะเสียดายทุกทางที่ไม่ได้เลือก

เรื่องนี้เห็นได้ชัดในโลกความสัมพันธ์ยุคใหม่ หลายคนคิดว่าการมีคนให้เลือกจำนวนมากน่าจะนำไปสู่ความสุข

แต่ผลการศึกษาหลายชิ้นกลับพบว่า คนที่อยู่ท่ามกลางตัวเลือกมากมายมักรู้สึกไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเลือกมากกว่าเดิม เพราะลึก ๆ แล้วจะมีคำถามค้างอยู่เสมอว่า

“ยังมีคนที่ดีกว่านี้อยู่หรือเปล่า?”

เมื่อความคิดนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ คนจำนวนไม่น้อยจึงใช้เวลาเปรียบเทียบมากกว่าที่จะใช้เวลาเรียนรู้และเติบโตไปกับคนตรงหน้า
จริงอยู่สนามแห่งความเป็นไปได้กว้างขึ้น แต่ความผูกพันกลับตื้นลง

นักจิตวิทยาคนเดิมยังแบ่งคนออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกเขาเรียกว่า Maximizers คนกลุ่มนี้ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ พวกเขาจะเปรียบเทียบทุกตัวเลือก อ่านทุกรีวิว เช็กรายละเอียดทุกอย่าง และพยายามหาคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ส่วนอีกกลุ่มเขาเรียกว่า Satisficers คนกลุ่มนี้มีเกณฑ์ในใจชัดเจน เมื่อเจอตัวเลือกที่ “ดีพอ” และตอบโจทย์ ก็พร้อมตัดสินใจและเดินหน้าต่อ

ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ คนกลุ่ม Maximizers มักได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเล็กน้อย แต่กลับมีความสุขน้อยกว่า ในขณะที่ Satisficers อาจไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดในเชิงทฤษฎี แต่กลับพึงพอใจกับชีวิตมากกว่าอย่างชัดเจน

เพราะพวกเขาไม่ต้องแบกความเสียดายของทางเลือกทั้งหมดเอาไว้บนบ่า

ที่น่าสนใจคือ ปู่ย่าตายายของเราอาจไม่เคยเผชิญปัญหาแบบนี้เลย
สมัยก่อนจะกินก๋วยเตี๋ยวก็มีร้านเดียวในตลาด จะซื้อเสื้อก็มีร้านตัดเสื้อประจำอำเภอ จะจีบใครสักคน ก็มีตัวเลือกอยู่ไม่กี่บ้านในละแวกเดียวกัน

มองจากวันนี้ มองกลับไป เราอาจรู้สึกว่าคนรุ่นนั้นอาจมีอิสระน้อยกว่าเรา แต่ในทางกลับกันพวกเขาก็มีสิ่งหนึ่งที่เรากำลังสูญเสียไป นั่นคือความสงบหลังการตัดสินใจ

เมื่อเลือกแล้วก็จบ

กินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ก็ร้านนี้ แต่งงานกับคนนี้ก็คนนี้ สร้างบ้านแบบนี้ก็แบบนี้ ไม่มีใครนั่งคิดตอนตีสองว่า ถ้าเดินไปอีกสามซอยจะเจอร้านที่อร่อยกว่าไหม

โลกดิจิทัลได้เปลี่ยนนิสัยมนุษย์ไปหมดแล้ว ทุกครั้งที่เราเลือกอะไรสักอย่าง อัลกอริทึ่มของแพล็ตฟอร์มจะประมวลผลและจะกระซิบข้างหูทันทีว่า “ยังมีอีกนะ”

ยังมีร้านที่คะแนนรีวิวดีกว่า ยังมีโรงแรมที่ดาวเยอะกว่า ยังมีงานที่เงินเดือนสูงกว่า และยังมีคนที่หน้าตาดีกว่า

และบางที สิ่งที่ทำให้มนุษย์ยุคใหม่เหนื่อยล้า ไม่ใช่เพราะมีทางเลือกมากเกินไป แต่เป็นเพราะไม่มีวันรู้สึกว่าการเลือกสิ้นสุดลงเสียที

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาอาจไม่ใช่ว่าเรามีทางเลือกมากเกินไป แต่อาจเป็นเพราะเราถูกทำให้เชื่อว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เลือกได้ถูกที่สุด เราจึงใช้เวลามากมายไปกับการหาคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ทั้งที่บางทีคำตอบนั้นอาจไม่มีอยู่จริง

ความจริงคือ ไม่มีใครอ่านหนังสือได้ทุกเล่ม ไม่มีใครดูหนังได้ทุกเรื่อง ไม่มีใครเดินทางไปทุกประเทศ และไม่มีใครได้รู้จักคนที่น่าสนใจทุกคนบนโลก

การมีชีวิตอยู่ คือการยอมรับว่าต้องปล่อยทางเลือกจำนวนมากผ่านไป และนั่นไม่ใช่ความล้มเหลว

มันคือธรรมชาติของมนุษย์

บางทีความสุขอาจไม่ได้อยู่ที่การมีทางเลือกมากที่สุด หรือการเลือกได้ดีที่สุด แต่อยู่ที่การเลือกแล้วสามารถบอกกับตัวเองได้ว่า “ทางนี้ดีพอสำหรับฉันแล้ว” จากนั้นก็ใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างเต็มหัวใจ เพราะในท้ายที่สุด ความสุขจริง ๆ ในชีวิต ไม่ได้เกิดจากการเลือกสิ่งที่ดีที่สุด

แต่เกิดจากการรักในสิ่งที่เราเลือกต่างหาก
………

ความคิดของนักปราชญ์ (ที่แต่งเพลงเก่ง) เกี่ยวกับ พินอคชิโอ นักโกหก ที่เราก็พบเห็นได้ในทุกวงการ ไม่เว้น วงการอุตสาหกรรม เร...
16/06/2026

ความคิดของนักปราชญ์ (ที่แต่งเพลงเก่ง) เกี่ยวกับ พินอคชิโอ นักโกหก ที่เราก็พบเห็นได้ในทุกวงการ ไม่เว้น วงการอุตสาหกรรม เรามักเห็นการ แอบอ้าง อวดอ้างผลงาน หรือ ลักสินค้าของผู้อื่น ไปเป็นเครดิตของตนเอง แบบไม่รู้สึกผิด จนกว่าจะโดนลงโทษ

“พินอคคิโอ กับ จมูกแสนสวย”

ไข้ไม่มีแล้วครับ เหลือแต่อาการคัดจมูกกับเสียงอู้อี้ ส่องกระจกเห็นจมูกแดง ๆ ก็เลยนึกถึงจมูกของตุ๊กตาไม้ขี้โกหกตัวนั้น

ก่อนจะเล่าเรื่องคำสาปที่ทำให้จมูกยาว ขอเท้าความที่มาของเจ้าของจมูกในตำนานสักหน่อย เพราะหลังจากย่อหน้าที่มาของพินอคคิโอแล้ว ผมจะได้เพ้อเจ้อประสาคนเพิ่งหายไข้

พินอคคิโอ ไม่ใช่ของดิสนีย์อย่างที่หลายคนเข้าใจ ตัวละครตัวนี้ถือกำเนิดในอิตาลีเมื่อปี ค.ศ. 1883 จากปลายปากกาของ การ์โล กอลโลดี นักเขียนชาวฟลอเรนซ์ เดิมทีมันคือนิทานลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์เด็ก และที่น่าสนใจคือ ฉบับดั้งเดิมนั้น “โหด” กว่าที่เรารู้จักกันมาก กอลโลดีเคยเขียนใหพินอคคิโอถูกแขวนคอตายตั้งแต่ตอนกลางเรื่องด้วยซ้ำ แต่เพราะกระแสเรียกร้องของผู้อ่าน เขาจึงต้องชุบชีวิตเจ้าหุ่นไม้ขึ้นมาเขียนต่อ

ถ้าเปรียบเป็นยุคนี้ก็คงเหมือนละครสักเรื่องที่โดนคอมเมนต์ทัวร์ลงด่าจนต้องแก้บท

ส่วนปมเรื่อง “จมูกยาวเมื่อโกหก” นั้น แท้จริงไม่ได้เป็นแก่นหลักของเรื่องเลย มันโผล่มาเพียงไม่กี่ฉาก แต่กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดของคำว่าพินอคคิโอ ตรงนี้น่าคิด ผมว่ามันคงจับหัวใจของความเป็นมนุษยไว้ได้หมด นั่นคือ คำโกหกมันมักทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ต่อให้ปากบอกว่าไม่ ร่างกายและความจริงก็มักจะแฉออกมาทางใดทางหนึ่ง

กอลโลดีตั้งใจให้มันเป็นนิทานสอนใจเด็ก แต่มันกลับกลายเป็นกระจกสะท้อนผู้ใหญ่ได้เจ็บแสบเหลือเกิน คำว่าพินอคคิโอจึงเป็นคำที่พูดขึ้นมาแล้วนึกเรื่องอื่นไปไม่ได้เลย เอาจริง ๆ นะ ผมว่าให้เราลองเล่าว่านิทานเรื่องนี้ดำเนินเรื่องยังไง ก็คงแทบไม่มีใครจำได้ นอกจากเรื่องโกหกแล้วจมูกยืดยาว

ทีนี้ถ้าสมมุติ คำสาปนี้หลุดออกจากหน้าหนังสือล่ะ หลุดออกมาสิงสถิตอยู่ในโรงพยาบาลศัลยกรรมชั้นนำของไทย จะเกิดอะไรขึ้น

ผมว่านะ ซิลิโคนคงกลายเป็นของล้าสมัยไปทันทีเลย เพราะวัตถุดิบชั้นเลิศที่ใช้เสริมดั้งให้โด่งเป็นสันคมกริบ เหลือเพียงสิ่งเดียว คือ “คำโกหก”

แผนกใหม่ที่มาแรงที่สุด ไม่ใช่แผนกวิสัญญี แต่คือ “แผนกวรรณศิลป์การโป้ปด” ทำหน้าที่เขียนบทให้คนไข้ท่องก่อนขึ้นเตียง คนไข้คนไหนอยากได้จมูกทรงไหน ก็ต้องเลือกสคริปต์ให้เหมาะ อยากได้ปลายพุ่งนิดเดียวก็โกหกพองาม อยากได้สันโด่งฉับก็ต้องยอมโกหกเรื่องใหญ่ขึ้นหน่อย เมนูยอดฮิตที่ขายดีที่สุดคือแพ็กเกจ “ผมโสดครับ” กับ “พี่จ่ายเองนะน้อง ไม่ต้องหาร” สองประโยคนี้การันตีดั้งโด่งสามวันไม่มียุบ

แต่ปัญหาที่หมอปวดหัวที่สุดกลับไม่ใช่คนไข้โกหกน้อยเกินไป มันคือคนไข้ที่ “โกหกเก่งเกินโควตา”

หมอ: “พอครับพอ ขอแค่ประโยคเดียว”
คนไข้: “หนูไม่เคยโกหกใครเลยนะคะคุณหมอ”
หมอ: “…อันนันมันโกหกซ้อนโกหกเลยนะ เดี๋ยวมันจะโด่งทะลุหลังคานะครับ”
คนไข: “แล้วหนูก็ไม่เคยทำศัลยกรรมมาก่อนด้วยค่ะ”
หมอ: “พยาบาล เอาเลื่อยมา ด่วน!”

เมื่อสังคมทั้งสังคมกลายเป็นห้องผ่าตัด

พอคำสาปแพร่ออกจากโรงพยาบาลสู่ท้องถนน สังคมไทยก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

พ่อค้าแม่ขายในตลาดเริ่มมีจมูกโด่งขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่บอกว่า
“ของวันนี้สดใหม่จากทะเลเลยค่ะ”
หรือ
“ลดให้แล้วนะพี่ ราคานี้เท่าทุนจริงๆ”

เซลส์ขายประกันบางคนจะกลายเป็นคนมีดั้งสวยที่สุดในประเทศ ส่วนช่างซ่อมรถที่ชอบบอกว่า “อะไหล่ตัวนี้ต้องเปลี่ยนแล้วครับ ไม่งั้นอันตราย” ก็พลอยได้สันจมูกคมกริบไปด้วย

วงการที่ล่มสลายเป็นวงการแรกคือร้านเสริมสวย เพราะช่างที่เคยชมว่า “ตัดทรงนี้สวยมากค่ะพี่ หน้าเด็กลงสิบปี” ตอนนี้พูดไม่ออก ได้แต่ยืนกุมจมูกตัวเองด้วยความสำนึกผิด

ที่ฮาที่สุดคือวงการออนไลน์ บรรดารีวิวเวอร์ที่ชอบขึ้นต้นว่า “คลิปนี้ไม่ได้รับสปอนเซอร์นะคะ” จมูกพุ่งกระฉูดจนกล้องหน้าจับโฟกัสไม่ทัน ต้องลงทุนซื้อเลนส์มุมกว้างพิเศษมาถ่ายให้เห็นทั้งจมูก จนอาจเกิดอาชีพใหม่คือ “ตากล้องประจำตัวอินฟลู” ที่ต้องถอยหลังออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ตามความยาวจมูกนายจ้าง

ส่วนวงการสมัครงานนั้นได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน ห้องสัมภาษณ์งานทั่วประเทศต้องขยายพื้นที่เพิ่มเป็นสองเท่า เพื่อรองรับจมูกที่อาจงอกได้ทุกเมื่อ
“ทำไมถึงอยากร่วมงานกับบริษัทเรา”
“ผมชื่นชอบวิสัยทัศน์องค์กรครับ” จมูกพุ่งชนโลโก้บริษัท
“แล้วอีกห้าปีข้างหน้าคุณมองตัวเองไว้อย่างไร”
“ผมอยากเติบโตไปพร้อมองค์กรครับ” จมูกยาวออกไปแตะลานจอดรถ

แต่เรื่องที่สร้างความลำบากใจสุดกลับเป็นฝั่ง HR เพราะหลังจากบอกคนสมัครงานไปว่า “บริษัทเรามีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงมาก ” ผู้จัดการฝ่ายบุคคลก็ต้องหยุดพูดไปสามวินาที ก่อนจมูกจะพุ่งออกไปแตะเครื่องชงกาแฟมุมห้อง

หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงมองหน้ากัน เข้าใจกัน และเริ่มคุยกันด้วยความจริงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การรับสมัครงาน

แต่กลุ่มที่น่าจับตามองที่สุด และน่าจะได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด คือนักการเมืองยุคใหม่ ที่จะเกิดค่านิยมใหม่ว่าใครดั้งแบนคือคนซื่อ

ภายในเวลาไม่กี่เดือน เราจะสังเกตเห็นปรากฏการณ์ประหลาดในสภา นั่นคือ นักการเมืองทุกคนจะมีจมูกโด่งเป็นสันเขาเหมือนกันหมด ราวกับไปทำมาจากหมอคนเดียวกัน

ทุกครั้งที่มีใครลุกขึ้นอภิปรายว่า “ผมทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” สันจมูกก็จะพุ่งขึ้นอีกหนึ่งระดับ พอตอบกระทู้ว่า “เรื่องนี้ผมไม่เคยรับรู้มาก่อนเลย” ปลายจมูกก็สโลปสวยขึ้นทันตา และในวันแถลงนโยบายที่ลั่นวาจาว่า “เราจะปราบคอรับชั่นกันอย่างจริงจัง” ทั้งสภาก็จะเนืองแน่นไปด้วยจมูกที่ทิ่มแทงเพดานห้องประชุม จนต้องยกเลิกการติดตั้งโคมไฟระย้า

ถึงตอนนั้น การประชุมสภาเริ่มมีปัญหาเชิงเทคนิค เพราะเวลา ส.ส. หันไปคุยกัน จมูกจะเกี่ยวชนกันจนแยกไม่ออก ต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่อง “ระยะห่างระหว่างที่นั่งที่เหมาะสมต่อความยาวจมูกเฉลี่ย”

ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจกลายเป็นรายการที่เรตติงสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะประชาชนไม่ได้ฟังเนื้อหาแล้ว แต่นั่งลุ้นว่าจมูกใครจะยาวกว่ากันเหมือนกำลังดูเกมโชว์ ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลเลิกตอบโต้กันด้วยข้อมูล หันมาใช้ไม้บรรทัดวัดจมูกกันกลางสภาแทน ใครจมูกสั้นกว่าถือว่าชนะ ว่างั้น

ถึงตอนนั้น การหาเสียงเลือกตั้งจะพลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง ผู้สมัครคนไหนเดินขึ้นเวทีปราศรัยด้วย จมูกแบนราบ จะกลายเป็นที่ฮือฮาของฝูงชนทันที เพราะมันคือหลักฐานเชิงประจักษ์เพียงหนึ่งเดียวว่า “คนนี้ยังไม่เคยโกหกประชาชน”

ป้ายหาเสียงไม่ต้องเขียนนโยบายอะไรอีกแล้ว แค่โคลสอัปรูปจมูกแบนๆ ใส่สโลแกนว่า “ดั้งนี้ ยืนยันความจริง” ก็กวาดคะแนนถล่มทลาย

ส่วนนักการเมืองรุ่นเก๋าที่จมูกโด่งสะสมมาทั้งชีวิต ก็จะแก้เกมด้วยการใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา โดยอ้างว่าห่วงสุขภาพ จนเกิดศัพท์การเมืองใหม่ว่า “พรรคหน้ากากอนามัย” ซึ่งหมายถึงพรรคที่ไม่ยอมให้ประชาชนเห็นจมูกตัวเอง บางคนถึงขั้นไปจ้างหมอ “ผ่าตัดลดจมูก” ก่อนเลือกตั้ง แต่ปัญหาคือต้องโกหกหมอว่า “ผมทำเพื่อประชาชนจริงๆ” ซึ่งกว่าจะได้คิวผ่าตัด จมูกก็งอกกลับยาวกว่าเดิม หมอได้แต่ส่ายหน้าบอกว่า “เคสนี้เกินเยียวยาครับ กระดูกอ่อนที่เป็นฐานมันลึกเกินไป”

ธุรกิจที่รุ่งเรืองจากการนี้คือบริษัทผลิตขายหน้ากากอนามัย เพราะนักการเมืองและคนที่ต้องการปิดบังจมูกต้องใช้กันตลอดเวลา ด้วยยอดขายหน้ากากพุ่งทะลุเป้าจนผู้บริหารต้องออกมาแถลงว่า “เราไม่ได้ดีใจกับความเสื่อมของสังคมนะครับ” แล้วจมูกก็พุ่งออกมากลางงานแถลงข่าว

อ่านถึงตรงนี้ คุณว่าผมควรไปนอนพักได้แล้ว ใช่ไหม ขออีกนิดนะครับ

กอลโลดีผู้เขียนพิน็อคคิโอคงคาดไม่ถึงว่า นิทานที่เขาเขียนขึ้นเพื่อสอนเด็กอิตาเลียนเมื่อร้อยกว่าปีก่อน จะกลายมาเป็นเครื่องวัดจริยธรรมที่แม่นยำที่สุดของสังคมยุคนี้ เพราะเราต้องไม่ลืมว่าทุกวันนี้คำว่าพินอคคิโอได้กลายเป็นคำแสลงเมื่อพูดถึงคนโกหกไปแล้ว

และบางที สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในจินตนาการเรื่องนี้ อาจไม่ใช่การที่จมูกของทุกคนจะยาวขึ้น

แต่คือการที่เราอาจอยู่ในสังคมที่ “ชินชา” กับมันไปแล้ว จนมองว่าจมูกโด่งคือเรื่องปกติ เห็นใครดั้งแบนกลับแอบสงสัยว่า “หมอนี่มันปิดบังอะไรอยู่ ทำไมไม่เห็นโกหกกับเขาบ้าง น่าสงสัยชะมัด”

บทความบ้า ๆ บอ ๆนี้ ถูกเขียนขึ้นมาเพราะ ประเทศนี้อาจไม่เคยขาดคนพูดความจริง เราแค่ขาดคนที่พร้อมจะฟังมัน
————————-

16/06/2026

นายเซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพ
(Japan External Trade Organization,Bangkok : JETRO Bangkok)
ระบุว่า ไทยอาจไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุน เหมือนที่ผ่านมาในสายตาของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยได้แสดงทรรศนะถึง “จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อ คือ
1 . คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก
โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม คือ เป็นประเภท มือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็นธุรกิจการเมืองธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติ ล้าหลังไปเรื่อยๆ
2. การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่าง ๆ ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง
จึงตามหลังชาติอื่น คนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอก เพื่อโอกาสที่ดีกว่า
3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ น้อยคนนักที่จะทำงาน แบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน
มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน
4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้า หรือทำด้วยความเกรงใจ
ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับ สัญญาหรือข้อตกลงอย่างเคร่งครัด
เพราะหมายถึง ความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อย ๆ
5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกล
จะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง และชุมชนซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริม
6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการ ไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก
ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจ หรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน
7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี้ยงเป็นศรีธนญชัย ยกย่องคนมีอำนาจ มีเงินโดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูก แล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งแอกว่าผู้ก่อการร้าย ดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว
8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับ ผลประโยชน์ บ่อยครั้งที่ต้องเสียโอกาสอย่างมหาศาล เพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริง ๆ ไม่ได้พูดกัน
9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก การสร้างความน่าเชื่อถือ ในเวทีการค้าระดับโลกยังขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดีทำให้สู้ประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้
10. เลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะการเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูก ช่วยตัวเอง ไม่กระตือรือร้น ในการช่วยตนเองขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเองและไม่สอนให้สำนึกผิดชอบต่อสังคม
http://learnonline.brr.ac.th/mod/forum/discuss.php?d=12

14/06/2026
กับ Prapas Cholsaranon - ฉันเพิ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นแฟนตัวยง!
12/06/2026

กับ Prapas Cholsaranon - ฉันเพิ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นแฟนตัวยง!

Address


Alerts

Be the first to know and let us send you an email when PN.Kreis posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to PN.Kreis:

  • Want your business to be the top-listed Engineering Company?

Share