บริษัท ปาล์มดีศรีนคร จำกัด

บริษัท ปาล์มดีศรีนคร จำกัด โรงสกัดน้ำมันปาล์ม, รับซื้อผลปาล์ม โรงสกัดน้ำมันปาล์ม, รับซื้อผลปาล์มสด, ผลิตและจำหน่าย

Cr. Thai Classic
12/06/2026

Cr. Thai Classic

27/05/2026
มีข่าวดีมาบอก!!! เปิดรับสมัครพนักงานลงลงปาล์ม จำนวน 3 อัตรา รีบๆมาสมัครกันได้นะครับ
18/05/2026

มีข่าวดีมาบอก!!! เปิดรับสมัครพนักงานลงลงปาล์ม จำนวน 3 อัตรา
รีบๆมาสมัครกันได้นะครับ

บริษัท ปาล์มดีศรีนคร จำกัด ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนอนาคตทางการศึกษา 🌴✨ผ่านการมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของพนักงาน ...
12/05/2026

บริษัท ปาล์มดีศรีนคร จำกัด ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนอนาคตทางการศึกษา 🌴✨
ผ่านการมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของพนักงาน และบุตรหลานในพื้นที่ชุมชน หมู่1 หมู่2 และหมู่6 ต.ทรายขาว เพื่อสร้างโอกาสและเติมกำลังใจให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง
🗓️วันที่ 11-12 พฤษภาคม 2569

#บริษัทปาล์มดีศรีนคร

วันที่ 27-28 เมษายน 2569จัดอบรม "หลักสูตร คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.) โดย บริษัท เ...
28/04/2026

วันที่ 27-28 เมษายน 2569
จัดอบรม "หลักสูตร คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.) โดย บริษัท เอสอาร์ดี คอนซัลแตนท์จำกัด

ใช้ B50 งดนำเข้าดีเซล สร้างโรงกลั่นน้ำมันใหม่ หรอย!!!!
22/04/2026

ใช้ B50 งดนำเข้าดีเซล สร้างโรงกลั่นน้ำมันใหม่ หรอย!!!!

วิเคราะห์: อินโดนีเซียทำโลกตะลึง — ประกาศหยุดนำเข้าดีเซลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม

ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในแวดวงพลังงานระดับภูมิภาคที่กำลังถูกจับตามองอย่างกว้างขวาง คือการประกาศกร้าวของประเทศอินโดนีเซียในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านความมั่นคงทางพลังงานของอาเซียนอย่างเต็มตัว ด้วยการตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและดุดันที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่การปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงธรรมดา แต่มันคือการประกาศอิสรภาพทางการเงินและพลังงานของยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังจะเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไปอย่างสิ้นเชิง

อินโดนีเซียหยุดนำเข้าดีเซลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569

เมื่อวันที่ Andi Amran Sulaiman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของอินโดนีเซีย ได้ออกมาประกาศเป้าหมายที่ทำให้คนในแวดวงพลังงานต้องหันมามองด้วยความตกตะลึง นั่นคือการหยุดนำเข้าน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปโดยสิ้นเชิงภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายที่รวดเร็วและกล้าหาญอย่างยิ่ง กลยุทธ์หลักที่จะทำให้เป้าหมายนี้เป็นจริงได้คือการขยับเกณฑ์มาตรฐานการผสมน้ำมันจาก B40 ขึ้นสู่ B50 หรือการผสมน้ำมันไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมันในสัดส่วน 50% ลงไปในน้ำมันดีเซลทุกลิตรที่จำหน่ายในประเทศ

ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่า การขยับขึ้นสู่ B50 จะส่งผลให้อุปสงค์หรือความต้องการใช้น้ำมันดีเซลฟอสซิลที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศลดลงเกือบ 17% ในทันที การใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างปาล์มน้ำมันมาทดแทนน้ำมันดิบจากแหล่งที่ไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง คือการวางหมากที่เฉียบแหลมในเชิงยุทธศาสตร์ หากเราลองเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านจะเห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในขณะที่มาเลเซียเพิ่งจะขยับตัวจาก B10 มาเป็น B15 เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยง และประเทศไทยเองยังคงตรึงอยู่ที่ B7 แต่อินโดนีเซียกลับเลือกที่จะกระโดดข้ามขั้นไปสู่การทดแทนด้วยพลังงานสะอาดจากพืชผลทางการเกษตรถึงครึ่งต่อครึ่งในทุกหยดของเชื้อเพลิงดีเซล

ตัวเลขการผสมที่ 50% นี้ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือการพยุงราคาพืชผลทางการเกษตรและลดการไหลออกของเงินตราต่างประเทศในคราวเดียวกัน ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าความสำเร็จของนโยบายนี้จะส่งผลให้อินโดนีเซียกลายเป็นชาติแรกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอาเซียนที่สามารถตัดวงจรการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้สำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งยังทำได้ยาก

3 เครื่องยนต์ของแผนพึ่งพาตนเอง

การจะหยุดนำเข้าน้ำมันดีเซลภายในปี 2569 ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้ไบโอดีเซลเพียงอย่างเดียว แต่อินโดนีเซียได้วางโครงสร้างที่ขับเคลื่อนด้วย 3 เครื่องยนต์หลักที่มีความสอดประสานกันอย่างลงตัว ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่านี่คือแผนงานที่ครอบคลุมทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทานอย่างเป็นระบบ

เครื่องยนต์ที่ 1 คือการใช้ B50 เพื่อลดอุปสงค์ของฟอสซิลลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อน้ำมันทุก 1 ลิตร มีส่วนผสมของไบโอดีเซลไปแล้วครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่าโรงกลั่นในประเทศจะรับภาระน้อยลง และสามารถบริหารจัดการน้ำมันดิบที่มีอยู่ให้เพียงพอต่อการกลั่นเป็นส่วนที่เหลือได้ง่ายขึ้น การลดการใช้ดีเซลฟอสซิลลง 17% เปรียบเสมือนการสร้างทางลัดให้อินโดนีเซียไปถึงจุดหมายได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงกลั่นเพิ่มขึ้นอีกมหาศาลในระยะสั้น

เครื่องยนต์ที่ 2 คือโครงการขยายโรงกลั่น Balikpapan RDMP (Refinery Development Master Plan) ซึ่งมีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2569 โครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตพลังงานในประเทศ โดยจะมีการเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 260,000 บาร์เรลต่อวัน พุ่งขึ้นเป็น 360,000 บาร์เรลต่อวัน ความโดดเด่นของโรงกลั่นแห่งนี้คือการติดตั้งหน่วย RFCC (Residue Fluid Catalytic Cracking) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถเปลี่ยนน้ำมันหนักที่มีราคาถูกและคุณภาพต่ำ ให้กลายเป็นน้ำมันเบนซินและดีเซลที่มีมูลค่าสูงได้ โดยเฉพาะความสามารถในการผลิตเบนซินที่จะเพิ่มขึ้นถึง 5,800 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าในภาพรวมได้มหาศาล

เครื่องยนต์ที่ 3 คือนวัตกรรม Palm-based Gasoline ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง PalmCo (PTPN IV) และสถาบันเทคโนโลยี Sepuluh Nopember (ITS) ในการพัฒนาน้ำมันเบนซินที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันภายใต้ชื่อ Benwit (Bio-gasoline ITS) ซึ่งให้ค่าออกเทน RON 90 ที่น่าสนใจคือเทคโนโลยีที่ใช้ไม่ใช่การทำ Transesterification แบบไบโอดีเซลทั่วไป แต่เป็นการใช้กระบวนการ Catalytic Cracking ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยา Fe/Cr เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ให้กลายเป็นโครงสร้างของน้ำมันเบนซินโดยตรง ขณะนี้อยู่ในช่วงการทดสอบระดับ Trial ก่อนที่จะขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งหากสำเร็จจะถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้อินโดนีเซียสามารถผลิตได้ทั้งดีเซลและเบนซินจากพืชผลของตนเอง

E10 — อาวุธเสริมสำหรับเบนซิน

แม้อินโดนีเซียจะมีความก้าวหน้าอย่างมากในฝั่งของดีเซล แต่ความท้าทายในฝั่งของน้ำมันเบนซินยังคงมีอยู่ เนื่องจากปัจจุบันอินโดนีเซียยังต้องนำเข้าน้ำมันเบนซินสูงถึง 19-24 พันล้านลิตรต่อปี ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจึงได้วางแผนใช้ E10 หรือการผสมเอทานอล 10% ในเบนซินทุกลิตรให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2570 หรือปี 2571

วัตถุดิบหลักที่จะนำมาผลิตเอทานอลนั้น อินโดนีเซียเลือกใช้สิ่งที่ตนเองมีศักยภาพในการผลิตสูงอยู่แล้ว นั่นคืออ้อยและมันสำปะหลัง แผนการดำเนินงานเริ่มจากการทดลองใช้สัดส่วน 5% ในพื้นที่เกาะชวา (Java) ซึ่งเป็นเขตที่มีการใช้พลังงานหนาแน่นที่สุด ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 10% ทั่วประเทศ การรุกคืบในฝั่งเบนซินควบคู่ไปกับดีเซลแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปิดประตูการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศในทุกมิติ ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียได้ในระยะยาวจากการลดการขาดดุลการค้าในภาคพลังงาน

ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าความสำเร็จของการปรับตัวสู่ E10 จะขึ้นอยู่กับการขยายพื้นที่ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังให้ทันต่อความต้องการผลิตเอทานอล ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเร่งสนับสนุนเกษตรกรอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง รองรับการใช้เชื้อเพลิงของรถยนต์จำนวนมหาศาลในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน

บทเรียนสำหรับไทย — จาก B7 สู่อะไร?

เมื่อมองกลับมาที่บริบทของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าความเคลื่อนไหวของอินโดนีเซียครั้งนี้ได้สร้างแรงกดดันและบทเรียนครั้งสำคัญ ดังที่เคยวิเคราะห์ไปก่อนหน้านี้ว่ามาเลเซียเพิ่งตัดสินใจขยับจาก B10 ไปเป็น B15 เพื่อยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันดีเซลในคลังและประหยัดงบประมาณในการนำเข้า ขณะที่ประเทศไทยในปัจจุบันยังคงยืนระยะอยู่ที่ B7 โดยที่ก่อนหน้านี้เราเคยขยับขึ้นไปถึง B10 มาแล้วแต่ต้องถอยกลับมาเนื่องจากปัจจัยด้านราคาต้นทุนวัตถุดิบ ทั้งนี้ประเด็นเรื่องเครื่องยนต์ โดยเฉพาะรถรุ่นเก่าที่รองรับได้เพียง B7 หรือต่ำกว่านั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องเลิกขาย B7 ทั้งหมด แต่ควรคง B7 ไว้เป็นทางเลือกสำหรับรถที่จำเป็นต้องใช้ ขณะที่ผลักดันให้ B10 เป็นมาตรฐานหลัก เพราะรถยนต์ส่วนใหญ่ในท้องตลาดสามารถใช้ B10 หรือสูงกว่าได้โดยไม่มีปัญหา

คำถามที่น่าสนใจคือ ในวันที่ความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงขึ้น และความเสี่ยงในการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศไทยจะยังคงพอใจกับระดับ B7 ต่อไปหรือไม่? ในขณะที่อินโดนีเซียกำลังจะก้าวไปถึง B50 ซึ่งทิ้งห่างเพื่อนบ้านไปหลายขุม ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าแม้อินโดนีเซียจะมีความได้เปรียบในฐานะผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่หลักการพื้นฐานที่ว่า "การใช้ทรัพยากรที่มีในประเทศแทนการนำเข้า" คือหลักการที่ทุกชาติสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของตนเอง

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างราคาพลังงาน ความพึงพอใจของผู้ใช้รถ และการสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม หากไทยต้องการยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน การพิจารณากลับไปสู่ B10 หรือพัฒนาไปสู่สัดส่วนที่สูงกว่านั้นด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ลดผลกระทบต่อเครื่องยนต์อาจเป็นทางออกที่จำเป็นต้องเร่งตัดสินใจก่อนที่วิกฤตการณ์พลังงานโลกครั้งต่อไปจะมาถึง

ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่า ความสำเร็จของอินโดนีเซียในการทำ B50 จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของโลก ว่าประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนักและการคมนาคมขนส่งได้จริงหรือไม่ ซึ่งหากทำได้สำเร็จ อินโดนีเซียจะไม่ใช่แค่ผู้ผลิตปาล์มน้ำมันของโลก แต่จะเป็น "โอเปกแห่งน้ำมันพืช" ที่กำหนดทิศทางราคาพลังงานได้ด้วยตัวเอง

ในบทสรุปสุดท้าย ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนประเมินว่าการประกาศหยุดนำเข้าดีเซลของอินโดนีเซียในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 คือการเขียนแผนที่พลังงานฉบับใหม่ให้กับอาเซียน นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการลดต้นทุนหรือการแก้ปัญหาขาดดุลทางการค้า แต่คือการสร้าง Energy Independence หรือเอกราชทางพลังงานในภาวะที่โลกเผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่สิ้นสุด ชาติใดที่เร่งสร้างความมั่นคงจากทรัพยากรภายในของตนเองได้เร็วที่สุด จะเป็นชาติที่อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบที่สุดเมื่อเกิดวิกฤต และวันนี้อินโดนีเซียได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาพร้อมที่จะเป็นผู้นำในเกมนี้อย่างแท้จริง

บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงาน ทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง

ถ้าชอบเนื้อหานี้ ช่วยกดไลก์และแชร์บทความนี้ด้วยนะครับ 🙏 แล้วกดติดตาม page "ทันข่าวลงทุน" เพื่อรับข่าวอัปเดตทุกวัน 📰

วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน และอนาคตที่จะมาถึงอาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ  #รถไฟเหาะตีลังกาขึ้นๆลงๆ
17/04/2026

วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน และอนาคตที่จะมาถึงอาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ #รถไฟเหาะตีลังกาขึ้นๆลงๆ

RSPO ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569ในหัวข้อ “ เสวนาการปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนและให้ได้ปาล์มราคาดี”
16/04/2026

RSPO ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569
ในหัวข้อ “ เสวนาการปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนและให้ได้ปาล์มราคาดี”

ที่อยู่

112/1 ม. 1 ต. ทรายขาว จ. นครศรีธรรมราช
Amphoe Hua Sai
80170

เบอร์โทรศัพท์

+6675355662

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บริษัท ปาล์มดีศรีนคร จำกัดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์