Tech Movement ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Tech Movement, วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม, 1768 อาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ ชั้นที่ 16 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง, Bangkok.

Tech Movement สื่อด้านนวัตกรรม
และเทคโนโลยี ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคม
พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation)
และการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ
ของประเทศไทยในอนาคต

📌ส่งออกไทยโต 17.6% แต่ทำไมยังขาดดุลการค้ากว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์?การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนเศรษฐกิจท...
12/08/2026

📌ส่งออกไทยโต 17.6% แต่ทำไมยังขาดดุลการค้ากว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์?
การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เพราะแม้การส่งออกจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ไทยกลับต้องเผชิญกับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ามาก จนทำให้เกิดการขาดดุลการค้ากว่า 3.17 หมื่นล้านดอลลาร์
[ส่งออกครึ่งปีแรกโต 17.6%]
ช่วงเดือน มกราคม–มิถุนายน 2569 ไทยมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยเฉพาะเดือนมิถุนายน ซึ่งการส่งออกขยายตัวถึง 20.8% สะท้อนว่าความต้องการสินค้าจากไทยในตลาดต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับที่ดี
[เทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ กลายเป็นพระเอกของการส่งออก]
ที่น่าสนใจคือ การเติบโตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากสินค้าเกษตรหรือสินค้าส่งออกเท่านั้น แต่หนึ่งในตัวเลขที่สะดุดตาที่สุด คือการเติบโตของกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี
โดยเฉพาะ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ที่มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 47.9% ขณะที่โทรศัพท์และอุปกรณ์มีการเติบโตสูงถึง 169%
นอกจากนี้ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เช่น เครื่องจักรและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้า รวมถึงทองแดงและผลิตภัณฑ์ทองแดง ก็มีการส่งออกเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ทำให้เห็นว่าไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของ Global Technology Supply Chain โดยเฉพาะความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของ Data Center , AI , Cloud และเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก
[สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดส่งออกสำคัญ]
ถ้ามองในแง่ตลาด สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย ในช่วง 6 เดือนแรกของปี ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 47,144.6 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 41.1%
ขณะที่ตลาดสำคัญอื่น ๆ ก็ยังขยายตัวเช่นกัน ทั้งจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และสิงคโปร์ โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่การส่งออกจากไทยเพิ่มขึ้นถึง 74% นั่นหมายความว่า การเติบโตของการส่งออกไทยในปีนี้ไม่ได้พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นในหลายตลาดพร้อมกัน
[แต่ปัญหาอยู่ที่ “นำเข้าโตเร็วกว่าส่งออก”]
แม้ช่วงครึ่งปีแรก ไทยจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น แต่การนำเข้าก็เพิ่มขึ้นเร็วกว่ามาก โดยมีมูลค่าสูงถึง 228,485.9 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 38% เมื่อเรานำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออก จึงทำให้ไทย
ขาดดุลการค้าประมาณ 31,744 ล้านดอลลาร์

พูดง่าย ๆ คือ ไทยขายสินค้าให้ต่างประเทศได้มากขึ้นก็จริง แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้อง ซื้อสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้นกว่าเดิม จนเงินที่ไหลออกไปซื้อของจากต่างประเทศ ดันมีมากกว่าเงินที่เราได้จากการส่งออก
[ส่งออกโต ไม่ได้แปลว่าไทยได้มูลค่าเพิ่มทั้งหมด?]
ประเด็นที่น่าสนใจกว่าคำว่า “ส่งออกโต” เพราะในโลกของ Supply Chain สินค้าหนึ่งชิ้นอาจไม่ได้ถูกผลิตขึ้นในประเทศเดียว
เพราะไทยอาจนำเข้าชิ้นส่วน วัตถุดิบ เครื่องจักร หรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ก่อนนำมาประกอบหรือผลิตต่อ แล้วส่งออกไปยังตลาดโลก
ทำให้แม้มูลค่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า มูลค่าทั้งหมดจะกลายเป็นรายได้หรือมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
[โอกาสของไทยอยู่ที่การขยับขึ้นใน Supply Chain]
ซึ่งการที่สินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี
เพราะทั่วโลกกำลังต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลมากขึ้น ทั้ง AI, Data Center, Cloud Computing และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งถ้าหากไทยสามารถดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้เข้ามาได้ ก็มีโอกาสที่ไทยจะสามารถขยับตัวเองจากการเป็นฐานการผลิตหรือประกอบสินค้า ไปสู่การเป็นประเทศที่สามารถสร้าง Technology Value Chain ของตัวเองได้มากขึ้น
#ไอที #เทคโนโลยี

📌 AI ดัน GDP สิงคโปร์พุ่ง? เมื่อกระแสลงทุนเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจทั้งประเทศตอนนี้เศรษฐกิจสิงคโปร์กำลังโตแรงกว่าที่...
12/08/2026

📌 AI ดัน GDP สิงคโปร์พุ่ง? เมื่อกระแสลงทุนเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจทั้งประเทศ

ตอนนี้เศรษฐกิจสิงคโปร์กำลังโตแรงกว่าที่รัฐบาลคาดไว้ โดยล่าสุด กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI) ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 เป็น 4.5–5.5%

ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อเดือน พ.ย. 68 สิงคโปร์เคยคาดว่าเศรษฐกิจปี 69 จะโตเพียง 1.0–3.0% ก่อนปรับเพิ่มเป็น 2.0–4.0% ในเดือน ก.พ.69 และล่าสุดเพิ่มขึ้นอีกครั้งเป็น 4.5–5.5%

โดยไตรมาส 2 โต 5.9% และครึ่งปีแรกโตถึง 6.1% เทียบกับทั้งปี 2568 ที่โต 5.0% จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องปรับประมาณการทั้งปีขึ้นอีกครั้ง

การปรับคาดการณ์ขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์กำลังเติบโตเร็วกว่าที่รัฐบาลเคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งหนึ่งในแรงส่งสำคัญมาจาก “AI” ที่กำลังดันความต้องการชิป เซิร์ฟเวอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก

⚫️ AI กำลังลากเศรษฐกิจไปทั้งระบบ?

ทว่า เบื้องหลังตัวเลขเศรษฐกิจที่โตแรง มีการลงทุนด้าน AI เข้ามาเป็นแรงส่งสำคัญ โดย MTI เผยว่า สิงคโปร์ได้รับประโยชน์จากการเติบโตที่รวดเร็วของการลงทุนด้าน AI โดยตรง เพราะเป็นฐานสำคัญของธุรกิจเทคโนโลยี ทั้งด้านชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

🔹ภาคการผลิต ได้แรงหนุนจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และวิศวกรรมความแม่นยำ ซึ่งผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับเซิร์ฟเวอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก

🔹ภาคค้าส่ง เติบโตตามความต้องการเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัสดุที่ใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

🔹ภาคการเงินและประกันภัย ขยายตัวตามภาวะการเงินที่ยังเอื้อต่อการลงทุนและกิจกรรมทางธุรกิจ

ที่สำคัญ แรงส่งจาก AI ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นในไตรมาสล่าสุด แต่เริ่มเห็นชัดตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 68 แล้ว เพราะช่วงนั้นภาคอิเล็กทรอนิกส์ของสิงคโปร์เติบโต 6.1% จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะกลุ่มอุปกรณ์สื่อสารและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวถึง 67.6% จากการผลิตเซิร์ฟเวอร์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

นั่นแปลว่า การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจครั้งล่าสุด ไม่ได้เกิดจากกระแส AI เพียงชั่วคราว แต่เป็นผลจากการลงทุนด้าน AI ที่เริ่มส่งแรงต่อเศรษฐกิจสิงคโปร์อย่างต่อเนื่องมานานกว่าครึ่งปี

⚫️ แต่ภาคธุรกิจก็ยังไม่ได้มองแนวโน้มเศรษฐกิจในแง่บวกทั้งหมด

แม้ GDP จะออกมาสวย แต่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจก็ยังไม่ได้ดีขึ้นในระดับเดียวกัน โดยข้อมูลจาก EDB Singapore ชี้ว่ามีผู้ประกอบการภาคการผลิตสุทธิเพียง 12% มองว่าแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 69 จะดีขึ้น

และเมื่อแยกดูเป็นรายอุตสาหกรรม จะเห็นชัดว่าแรงส่งจาก AI ยังไม่ได้กระจายไปทั่วทั้งเศรษฐกิจ โดย กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และวิศวกรรมความแม่นยำเป็น 2 กลุ่มที่มีแนวโน้มการผลิตดีที่สุด โดยคาดว่าผลผลิตในไตรมาส 3 ปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 49% และ 55% ตามลำดับ

พูดง่าย ๆ คือ แม้เศรษฐกิจสิงคโปร์จะโตแรง แต่ธุรกิจแต่ละกลุ่มไม่ได้โตไปพร้อมกัน โดยกลุ่มที่อยู่ในห่วงโซ่ AI โดยตรงยังเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงส่งมากที่สุด

⚫️ สิงคโปร์กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่า กระแส AI ทั่วโลกกำลังร้อนแรงแค่ไหน

ด้วยความที่สิงคโปร์เป็นจุดสำคัญในห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ของโลก เมื่อความต้องการชิป เซิร์ฟเวอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจสิงคโปร์จึงได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย

เพราะเงินลงทุนเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในบริษัทเทคโนโลยี แต่ยังส่งต่อไปยังประเทศและธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานด้วย สิงคโปร์จึงอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดว่า คลื่นลงทุน AI กำลังส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจในวงกว้างแค่ไหน

แต่ที่น่าคิดต่อจากนี้คือแรงส่งจาก AI จะไปได้ไกลแค่ไหน เพราะหากวันหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีเริ่มลดการลงทุน หรือความต้องการด้าน AI ชะลอลง อุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่นี้ก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับสิงคโปร์จึงไม่ได้สะท้อนแค่เศรษฐกิจที่กำลังเติบโต แต่กำลังชี้ให้เห็นว่า AI เริ่มมีบทบาทต่อเศรษฐกิจในระดับประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งประเทศพึ่งพาแรงส่งนี้มากเท่าไร คำถามเรื่องความยั่งยืนของการเติบโตก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

#สิงคโปร์ #ไอที #เทคโนโลยี

📌 รัฐเร่งปิดช่องโหว่ไซเบอร์ สั่ง 300 หน่วยงานเปลี่ยนรหัสผ่าน - ตรวจ 3 หมื่นระบบภายใน 15 วันรัฐบาลเร่งยกระดับความปลอดภัยท...
11/08/2026

📌 รัฐเร่งปิดช่องโหว่ไซเบอร์ สั่ง 300 หน่วยงานเปลี่ยนรหัสผ่าน - ตรวจ 3 หมื่นระบบภายใน 15 วัน

รัฐบาลเร่งยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐ หลังพบความเสี่ยงจากบัญชีผู้ใช้งานและระบบไอที ที่อาจเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงข้อมูล

โดยสั่งให้หน่วยงานรัฐกว่า 300 กรม เร่งเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีผู้ใช้งาน พร้อมตรวจสอบระบบไอทีมากกว่า 30,000 ระบบภายใน 15 วัน เพื่อค้นหาและปิดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้เป็นทางผ่านเข้าสู่เครือข่ายของภาครัฐ

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการตรวจสอบระบบเก่า หรือระบบที่ยกเลิกการใช้งานแล้ว หากยังมีส่วนเชื่อมต่อกับระบบหลังบ้านหรือเครือข่ายภาครัฐ จะต้องดำเนินการปิดการเข้าถึงอย่างถาวร เพราะแม้ระบบที่ไม่ได้ใช้งาน แต่หากยังเปิดทิ้งไว้ ก็สามารถกลายเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ใช้โจมตีระบบอื่นต่อได้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังผลักดันให้หน่วยงานต่างๆ เพิ่มการใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน หรือ MFA รวมถึงการใช้ Digital ID และ ThaID เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้น เพราะแม้รหัสผ่านจะถูกขโมย ผู้โจมตีก็ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้โดยตรงหากไม่มีการยืนยันตัวตนเพิ่มเติม

มาตรการทั้งหมดอยู่ภายใต้การดำเนินงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตามกฎหมาย โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. เข้ามากำกับและผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด

#ข้อมูลรัฐ #ไอที #เทคโนโลยี

📌 ทำไมอยู่ ๆ Apple ถึงจับมือ Alibaba?  เมื่อเกม AI บีบให้ Apple ต้องเลือก “พาร์ทเนอร์จีน”ล่าสุด Apple เปิดให้ผู้ใช้ Mac ...
11/08/2026

📌 ทำไมอยู่ ๆ Apple ถึงจับมือ Alibaba? เมื่อเกม AI บีบให้ Apple ต้องเลือก “พาร์ทเนอร์จีน”

ล่าสุด Apple เปิดให้ผู้ใช้ Mac ในจีนสามารถเชื่อมต่อกับ Qwen AI ของ Alibaba ได้ เพื่อให้ Qwen เข้ามาช่วยทำงานร่วมกับฟีเจอร์อย่าง Siri และ Writing Tools

เลยทำให้เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะดูเหมือนว่า Apple กำลังเริ่มปรับแผนเรื่อง AI ในตลาดจีน ดังนั้น การทำดีลกับ Alibaba และใช้ Qwen อาจเป็นวิธีที่ช่วยให้ Apple นำ AI มาให้ผู้ใช้ในจีนใช้งานได้ง่ายขึ้น และยังแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีจีนได้ทัน

⚫️ ทำไมการที่ Apple Intelligence เข้าไปจีนถึงไม่ง่ายเหมือนตลาดอื่น

ที่ผ่านมา Apple พยายามนำ Apple Intelligence เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้งานบน iPhone, iPad และ Mac เพื่อให้ AI กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของอุปกรณ์ Apple

แต่พอเป็นตลาดจีน เรื่องกลับไม่ง่ายแบบนั้น เพราะจีนมีกฎและข้อกำหนดเกี่ยวกับการให้บริการ AI ที่แตกต่างจากหลายประเทศ ทำให้บริษัทต่างชาติไม่สามารถนำ AI ที่ใช้ในตลาดอื่นมาเปิดให้บริการในจีนได้แบบเดียวกันทั้งหมด

ดังนั้น Apple จึงต้องหาวิธีปรับการให้บริการ AI ให้เข้ากับกฎและเงื่อนไขของตลาดจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Qwen ของ Alibaba เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

⚫️ บริษัทเทคในจีนมีมากมาย ทำไมต้องเป็น Qwen?

สิ่งที่ Apple ต้องการไม่ใช่แค่ AI ที่เก่ง แต่ต้องเป็น AI ที่สามารถใช้งานได้จริงในจีน และเป็นไปตามกฎของประเทศ

ซึ่งการร่วมมือกับ Alibaba จึงอาจเป็นใบเบิกทางที่ให้บริษัทเดินหน้าเรื่อง AI ในจีนได้ง่ายและเร็วขึ้น โดยไม่ต้องพัฒนาทุกอย่างขึ้นมาเองตั้งแต่ต้น เพราะ Alibaba ถือเป็นอีกหนึ่งบิ๊กเทครายใหญ่ของจีน

ที่มีทั้ง Alibaba Cloud และ AI Model อย่าง Qwen ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้งานหลายรูปแบบ Qwen จึงอาจเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้ Apple สามารถนำฟีเจอร์ AI มาให้ผู้ใช้ในจีนใช้งานได้มากขึ้น

⚫️ เพราะคู่แข่งอย่าง “จีน” กำลังเดินเกม AI เร็วขึ้น

อีกเรื่องที่ Apple ต้องจับตาคือ การแข่งขันในตลาดจีน เพราะตอนนี้ AI กำลังกลายเป็นจุดขายสำคัญของอุปกรณ์ไอที

ทั้ง Lenovo และ Huawei ต่างก็พัฒนาอุปกรณ์ที่มี AI เข้ามาช่วยในการใช้งาน ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีจีนอีกหลายรายก็มี AI ของตัวเองออกมาแข่งขันกัน

ถ้าหาก Apple ยังไม่สามารถนำ Apple Intelligence มาให้ผู้ใช้ในจีนใช้งานได้อย่างเต็มที่ ก็อาจทำให้ Apple เสียเปรียบคู่แข่งที่มี AI พร้อมใช้งานอยู่แล้ว

นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ Apple ต้องเร่งหาทางเดินเกม AI ในจีน และการร่วมมือกับ Alibaba และ Qwen ก็อาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้ Apple ตามเกมคู่แข่งในตลาดนี้ได้ทัน

⚫️ แล้ว Alibaba ได้อะไรจากดีลนี้?

แน่นอนว่า Apple ไม่ใช่ฝ่ายเดียวที่ได้ประโยชน์จากดีลในครั้งนี้ เพราะสำหรับ Alibaba การที่ Qwen ได้เข้ามาใช้งานบนอุปกรณ์ Apple ก็ถือเป็นโอกาสและช่วยให้คนรู้จัก Qwen มากขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ Apple ได้ AI ที่ช่วยให้เดินเกมในจีนได้ง่ายขึ้น

ส่วน Alibaba ก็ได้โอกาสพา Qwen เข้าไปสู่ฐานผู้ใช้ของ Apple และขยายการใช้งาน AI ของตัวเองในตลาดจีน

เรียกได้ว่าเป็น ดีลที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ และจากเหตุผลทั้งหมดนี้ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ Apple เลือกให้ Alibaba เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญนั่นเอง

#จีน #ข่าวไอที #ข่าวเทคโนโลยี

📌 รัฐบาลปรับเกมรับมือน้ำท่วม–ภัยแล้ง ดัน Risk Map ลงลึกถึงระดับหมู่บ้านรัฐบาลเดินหน้าปรับระบบรับมือน้ำท่วมและภัยแล้ง โดย...
11/08/2026

📌 รัฐบาลปรับเกมรับมือน้ำท่วม–ภัยแล้ง ดัน Risk Map ลงลึกถึงระดับหมู่บ้าน

รัฐบาลเดินหน้าปรับระบบรับมือน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยเปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ มาเป็นการประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อมล่วงหน้า ผ่านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวางแผน

โดยจัดตั้งคณะกรรมการรับมืออุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค 5 คณะ ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อเชื่อมการทำงานระหว่างส่วนกลาง จังหวัด ท้องถิ่น หน่วยงานพลเรือน และทหารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

พร้อมมอบหมายให้ GISTDA และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จัดทำแผนที่ความเสี่ยงน้ำท่วมและภัยแล้ง หรือ Risk Map ลงลึกถึงระดับตำบลและหมู่บ้าน เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยง จุดที่ต้องเฝ้าระวัง รวมถึงกลุ่มประชาชนที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เตรียมเครื่องมือ ระบบบริหารจัดการน้ำ พื้นที่เกษตร และแผนช่วยเหลือประชาชนก่อนเกิดภัยจริง โดยให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ

ขณะเดียวกัน ภาคกลางจะถูกใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบ เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและเผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยกำหนดแนวทางทำงานตั้งแต่การป้องกันก่อนเกิดภัย การรับมือระหว่างเกิดเหตุ การฟื้นฟูเยียวยา ไปจนถึงการสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน

พร้อมจัดทำ Checklist มาตรฐานให้ 17 จังหวัดภาคกลางและกรุงเทพฯ ใช้ตรวจสอบความพร้อมก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤต ขณะที่ประจวบคีรีขันธ์จะเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการรับมือภัยแล้งภาคเกษตร และพระนครศรีอยุธยาเป็นต้นแบบด้านการจัดการน้ำท่วม ก่อนขยายผลทั่วประเทศ

#ภัยแล้ง #น้ำท่วม #ไอที #เทคโนโลยี

📌 ถึงเวลารื้อกฎหมายการศึกษา เพื่อรีเซ็ตโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?กองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะ...
10/08/2026

📌 ถึงเวลารื้อกฎหมายการศึกษา เพื่อรีเซ็ตโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวเพียง 1.5% ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน ขณะที่รายได้ต่อหัวของคนไทยอยู่ที่เพียง 8,000-9,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งยังห่างจากเกณฑ์ “ประเทศรายได้สูงที่ธนาคารโลกกำหนดไว้ที่ 14,375 ดอลลาร์ต่อปี

แม้รัฐบาลจะตั้งเป้าเพิ่มรายได้ต่อหัวของคนไทยให้แตะ 15,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปีภายใน 12 ปีข้างหน้า แต่โจทย์สำคัญคือโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ยังพึ่งพาแรงงานและการรับจ้างผลิต (OEM) เป็นหลัก

ขณะที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยเองยังมีจำกัด การจะขยับไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงก็ล้วนต้องอาศัยทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี และที่สำคัญคือคนที่มีทักษะสูง

⚫️ ถ้าคุณภาพคนไม่เปลี่ยน เศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนได้อย่างไร

ในทางเศรษฐศาสตร์ “ทุนมนุษย์” หรือ Human Capital คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ทว่า ตอนนี้ไทยกลับกำลังเผชิญ “วิกฤตการศึกษา 5 ด้าน” ตั้งแต่คุณภาพผู้เรียนที่ถดถอย กระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โรงเรียนยังมีอิสระในการบริหารไม่มากพอ นโยบายการศึกษาไม่ต่อเพราะเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยครั้ง และยังขาดแผนแม่บทการศึกษาที่ชัดเจนในระยะยาว

ข้อมูลผลสอบ PISA ระหว่างปี 2000-2022 สะท้อนปัญห่นี้ได้อย่างชัดเจน เพราะนักเรียนไทยกว่า 70% อยู่ในระดับทักษะ 1-2 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต และการทำงานในโลกยุคใหม่ ส่วนนักเรียนไทยที่อยู่ในระดับสูงสุด 5-6 ก็มีไม่ถึง 1% เท่านั้น ต่างจากกลุ่มประเทศ OECD ที่มีนักเรียนมากกว่า 70% อยู่ในระดับ 3-6

และเมื่อทุนมนุษย์เป็นฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาด้านทักษะจึงกลายเป็นข้อจำกัดต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

⚫️ แล้วไทยจะสร้างคนที่มีทักษะมากพอให้เศรษฐกิจโตไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร

ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโรงเรียนหรือกระทรวงศึกษาธิการ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เพราะการสร้างคนหนึ่งคน ล้วนเกี่ยวข้องตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน มหาวิทยาลัย การพัฒนาทักษะใหม่ การวิจัยและนวัตกรรม เทคโนโลยี AI ไปจนถึงตลาดแรงงานและการพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่

ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มองว่า แม้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จะใช้มานานถึง 27 ปี แต่ปัญหาคุณภาพการศึกษาของไทยยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควรจะเป็น

จึงเสนอให้รื้อโครงสร้างกฎหมายการศึกษาใหม่ทั้งหมด พร้อมแยก พ.ร.บ.การศึกษาขั้นพื้นฐานออกมาเป็นกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้การพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานมีทิศทางชัดเจนและขับเคลื่อนได้ตรงจุดมากขึ้น พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ หรือ “ซูเปอร์บอร์ดทุนมนุษย์” เพื่อเชื่อมการทำงานของ 5 กระทรวงหลัก ได้แก่

🔹กระทรวงศึกษาธิการ
🔹กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
🔹กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
🔹กระทรวงแรงงาน
🔹กระทรวงมหาดไทย

พร้อมใช้ระบบข้อมูลกลาง หรือ Intelligence Platform เพื่อให้เห็นข้อมูลตั้งแต่การศึกษา ทักษะแรงงาน ความต้องการของตลาด ไปจนถึงการพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานรัฐทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยเชื่อมการพัฒนาคนตั้งแต่ ห้องเรียน การสร้างทักษะ การมีงานทำ การเพิ่มรายได้ ไปจนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจ

เพราะหากรัฐลงทุนด้านการศึกษาโดยไม่รู้ว่าตลาดแรงงานต้องการอะไร สุดท้ายก็อาจเกิดปัญหาเดิม คือผลิตคนออกมาแล้วทักษะไม่ตรงกับงาน ขณะที่ภาคธุรกิจกลับขาดแคลนคนที่มีทักษะที่ต้องการ

⚫️ จากโรงเรียนที่รอนโยบาย สู่โรงเรียนที่ออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียน

อีกข้อเสนอที่น่าสนใจคือการลดการรวมศูนย์อำนาจด้านการศึกษา โดยแยกเรื่อง พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ออกมาเป็นกฎหมายเฉพาะ และให้อำนาจโรงเรียนตัดสินใจได้มากขึ้น ทั้งการออกแบบหลักสูตร พัฒนาครู และบริหารโรงเรียนให้เหมาะกับความต้องการของนักเรียนและบริบทของแต่ละพื้นที่

แนวคิดนี้ต้องการให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารมากขึ้น และเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ที่คณะกรรมการสถานศึกษามีอำนาจตัดสินใจจริง แทนที่จะใช้ระบบการศึกษาแบบเดียวกันทั่วประเทศ แล้วให้โรงเรียนรอคำสั่งจากส่วนกลาง

แต่การกระจายอำนาจ ก็ไม่ได้หมายความว่าแต่ละโรงเรียนจะกำหนดทุกอย่างได้เอง เพราะยังต้องมีมาตรฐานกลางที่ชัดเจน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และไม่ทำให้ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนกลายเป็นความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่

⚫️ เมื่อ AI เข้ามา โรงเรียนต้องปรับตัวให้เร็วขึ้น

อีกข้อเสนอคือการเพิ่ม “หมวด AI” ไว้ในกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ เพื่อกำหนดให้ชัดว่าโรงเรียนและครูควรใช้ AI อย่างไร เพื่อวางแนวทางการใช้ AI ในการศึกษาให้เหมาะสมและปลอดภัย พร้อมลดความเสี่ยงที่ AI จะกลายเป็นช่องว่างทางการศึกษารูปแบบใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้รัฐดึงเงินลงทุนเข้าประเทศได้มากขึ้น สร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้มากขึ้น หรือใช้เทคโนโลยีใหม่ได้เร็วขึ้น หากคนไทยยังขาดทักษะที่เศรษฐกิจต้องการ การเติบโตก็อาจเกิดขึ้นได้เพียงชั่วคราว และไทยก็ยังเสี่ยงติดอยู่กับงานที่ใช้แรงงานมาก แต่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ

ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการแก้ปัญหาในโรงเรียน แต่ต้องมองให้ไกลถึง ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
เพราะการลงทุนกับคนอาจเห็นผลช้า แต่หากทำถูกทาง ก็อาจเป็นการลงทุนที่กำหนดอนาคตเศรษฐกิจไทยได้ยาวที่สุดเช่นกัน

#ทุนมนุษย์ #กฎหมายการศึกษา #การศึกษาไทย #คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ #ซูเปอร์บอร์ดทุนมนุษย์ #ไอที #เทคโนโลยี

📌 รัฐชูกรอบคัดลงทุน Data Center หวังสร้างทักษะ–เชื่อม SMEs พร้อมบริหารไฟ–น้ำไม่ให้กระทบประเทศรัฐบาลเดินหน้ายกระดับการกำก...
10/08/2026

📌 รัฐชูกรอบคัดลงทุน Data Center หวังสร้างทักษะ–เชื่อม SMEs พร้อมบริหารไฟ–น้ำไม่ให้กระทบประเทศ

รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการกำกับและคัดกรองโครงการ Data Center หลังไทยมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการในช่วงปี 67–69 มูลค่ารวมประมาณ 7.5 แสนล้านบาท

โดยต้องการให้การลงทุนขนาดใหญ่สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ไทยในระยะยาว ทั้งการสร้างงานทักษะสูง การพัฒนาบุคลากร และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน

แนวทางใหม่จะพิจารณาโครงการ Data Center ใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ โดยเฉพาะการจ้างงานและพัฒนาทักษะคนไทย รวมถึงการเปิดโอกาสให้ SMEs ไทยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกัน จะให้ความสำคัญกับการใช้ ไฟฟ้าและน้ำ เพราะ Data Center เป็นธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก โดยภาครัฐเตรียมพิจารณากลไกให้ผู้ลงทุนรับผิดชอบต้นทุนการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ไม่ให้ภาระตกกับผู้ใช้ไฟฟ้าหรือน้ำทั่วไป

อีกด้านคือการดูแลสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อพื้นที่ ตั้งแต่การใช้ที่ดินและผังเมือง ความปลอดภัย อัคคีภัย ความร้อน เสียง ไปจนถึงผลกระทบต่อชุมชน พร้อมผลักดันให้ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับเศรษฐกิจ AI

โดยเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทย สตาร์ทอัพ และมหาวิทยาลัยเข้าถึง Cloud และกำลังประมวลผลได้มากขึ้น รวมถึงสนับสนุนการใช้สินค้าและอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ เช่น ฮาร์ดดิสก์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และระบบทำความเย็น

สะท้อนเป้าหมายของรัฐบาล ที่ต้องการทำให้เงินลงทุน 7.5 แสนล้านบาท สามารถต่อยอดเป็นงานทักษะสูง ผู้ประกอบการไทย เทคโนโลยี และอุตสาหกรรม AI ภายในประเทศ ขณะเดียวกันต้องบริหารต้นทุนด้านไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อมให้เกิดความเป็นธรรมกับเศรษฐกิจและประชาชนโดยรวม

#การลงทุน #ไอที #เทคโนโลยี

📌 เมื่อ AI เข้ามาขับเคลื่อนบริการภาครัฐ ข้อมูลประชาชนจะปลอดภัยแค่ไหน?ปัจจุบัน ไทยกำลังเดินหน้าสู่ AI-Driven Government ห...
09/08/2026

📌 เมื่อ AI เข้ามาขับเคลื่อนบริการภาครัฐ ข้อมูลประชาชนจะปลอดภัยแค่ไหน?

ปัจจุบัน ไทยกำลังเดินหน้าสู่ AI-Driven Government หรือการนำ AI เข้ามาเป็นกลไกหลักในการทำงานและให้บริการประชาชน

ซึ่งการนำ AI เข้ามาใช้ที่ว่านี้ก็ไม่ใช่เพียงช่วยงานทั่วๆไป AI แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนวิธีทำงานของภาครัฐ จากเดิมที่ค่อยๆ นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยงาน ไปสู่การ Redesign กระบวนการทำงานใหม่ โดยมี AI เป็นแกนกลาง

หนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญคือการเปิดตัว AI Agentic Chatbot ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบคำถามจากข้อมูลที่มีอยู่เหมือนแชทบอททั่วไป แต่สามารถ วางแผน ค้นหา และเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อหาคำตอบสำหรับเรื่องที่ซับซ้อนได้

โดยในระยะแรก จะยังเชื่อมโยงข้อมูลจาก 5 หน่วยงานนำร่อง ได้แก่ กรมที่ดิน กรมสรรพากร กรมการปกครอง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

แนวคิดคือ หากเรื่องที่ประชาชนถามเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ก็ไม่ต้องแยกถามหรือไปติดต่อทีละกรมเหมือนที่ผ่านมา เพราะ AI สามารถ รวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน แล้วสรุปเป็นคำตอบเดียว พร้อมแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังของระบบราชการไทย ที่แต่ละหน่วยงานมีฐานข้อมูลของตัวเอง ซึ่งแยกกันอยู่คนละระบบ หรือที่เรียกว่า “Data Silos” ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลทำได้ยาก แม้จะเป็นข้อมูลของประชาชนคนเดียวกันก็ตาม

⚫️ เมื่อ AI เข้าถึงข้อมูลสำคัญของประเทศ “Sovereign AI” จึงเป็นเรื่องที่ไทยต้องให้ความสำคัญ?

แน่นอนว่าเมื่อ AI ต้องเข้ามาประมวลผลข้อมูลระดับประเทศ ก็ย่อมเกิดคำถามตามมาว่า ไทยควบคุมเทคโนโลยีและข้อมูลของตัวเองได้มากแค่ไหน เพราะข้อมูลที่ AI ต้องเข้าถึงไม่ใช่ข้อมูลทั่วไป แต่เป็นข้อมูลสำคัญของประชาชน เช่น ข้อมูลทรัพย์สิน รายได้ ภาษี หรือสิทธิที่เกี่ยวข้องกับรัฐ

ซึ่งหากโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทต่างชาติทั้งหมด ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงและทำให้ประเทศพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกมากเกินไปหรือไม่

ท่ามกลางความท้าทายนี้ ไทยจึงต้องเร่งวางรากฐานสำคัญอย่าง “Sovereign AI Ecosystem” หรือระบบนิเวศ AI ที่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การดูแลข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงระบบประมวลผล เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก

ทำให้ตัวระบบ AI Agentic Chatbot ถูกขับเคลื่อนด้วยโมเดลของไทยอย่าง Pathumma LLM ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. นั่นหมายความว่าข้อมูลของประชาชนและภาครัฐ จะอยู่ภายใต้กฎระเบียบและธรรมาภิบาลของไทย โปร่งใสและตรวจสอบแหล่งอ้างอิงได้

แต่การมี AI ที่พัฒนาและควบคุมได้ภายในประเทศ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการพัฒนาระบบภาครัฐเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศด้วยเช่นกัน

โดยปัจจุบันไทยเริ่มผลักดัน Sovereign AI ในระดับประเทศ ผ่านทั้งนโยบายและหน่วยงานสำคัญ ทั้งยุทธศาสตร์ข้อมูลแห่งชาติระยะ 3 ปี และการจัดตั้ง National AI Committee

ขณะเดียวกัน แผนปฏิบัติการด้าน AI แห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2565 วางเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลาง AI ของอาเซียนภายในปี 2570 ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน งานวิจัย บุคลากร และธรรมาภิบาล AI

⚫️ “คน” ยังถือเป็นโจทย์ใหญ่?

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือทักษะด้าน AI ของบุคลากรภาครัฐ เพราะการจะก้าวไปสู่ AI-Driven Government ได้ การมีเทคโนโลยีที่พร้อมอย่างเดียวก็อาจไม่พอ เพราะคนคือผู้ที่จะนำ AI ไปใช้เปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐให้เกิดขึ้นจริง

ภาครัฐจึงเร่งพัฒนาทักษะดิจิทัลข้าราชการตามกรอบปี 2566–2570 ครอบคลุม 7 ด้าน ตั้งแต่ความเข้าใจเทคโนโลยี กฎหมายดิจิทัล ภาวะผู้นำ ไปจนถึง Cybersecurity

การขับเคลื่อน AI-Driven Government ภายใต้ Sovereign AI Ecosystem จึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มในระบบราชการ แต่คือการเตรียมทั้งระบบให้พร้อมกับการทำงานรูปแบบใหม่ ตั้งแต่ บุคลากร ข้อมูล ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้การทำงานของรัฐคล่องตัว โปร่งใส และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและขยายการใช้งานไปยังหน่วยงานต่างๆ ได้ในวงกว้าง ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและเสริมขีดความสามารถของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะยาว

#ไอที #เทคโนโลยี

📌 Data Center ไทย...ควรไปต่อหรือพอแค่นี้? เมื่อเม็ดเงินมหาศาล ต้องแลกกับไฟฟ้าและน้ำของประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายของ...
09/08/2026

📌 Data Center ไทย...ควรไปต่อหรือพอแค่นี้?
เมื่อเม็ดเงินมหาศาล ต้องแลกกับไฟฟ้าและน้ำของประเทศ
ไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายของการลงทุนด้าน Data Center จากบริษัทเทคโนโลยีทั้งไทยและต่างชาติ เพราะศูนย์ข้อมูลถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล รองรับทั้ง AI, Cloud Computing , ระบบการเงิน และบริการดิจิทัลต่าง ๆ
โดยในช่วงปี 2567–2569 ที่ผ่านมา ไทยได้มีการอนุมัติโครงการ Data Center ไปแล้ว 42 โครงการ
คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 750,000 ล้านบาท
[เม็ดเงินมหาศาล...แต่ไทยได้อะไรกลับมา?]
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ออกมาแสดงความกังวลว่า ตัวเลขการลงทุนที่สูง อาจไม่ได้หมายความว่าไทยจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากตามไปด้วย
เนื่องจาก Data Center ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากต่างประเทศ ทำให้เม็ดเงินบางส่วนไหลออกนอกประเทศ ขณะที่การจ้างงานก็ไม่ได้สูงเหมือนอุตสาหกรรมประเภทอื่น รวมถึงการใช้ทรัพยากรมหาศาล เพราะ Data Center เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก
โดยศูนย์ข้อมูลขนาดประมาณ 100 เมกะวัตต์ ต้องใช้พลังงานและน้ำสำหรับระบบหล่อเย็นในปริมาณสูง หากมีการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียว โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่าง EEC ก็อาจส่งผล
กระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรในระยะยาวได้
ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ต้องเสียไป เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ยังสร้างประโยชน์ให้ประเทศหรือไม่
[ภาครัฐจึงต้องเริ่ม "รีเซ็ต" กติกาการลงทุน]
ล่าสุด รัฐบาลได้ตั้ง คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ พร้อมกับให้ BOI เตรียมปรับหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาโครงการ Data Center
ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยต่อจากนี้ เพราะแน่นอนว่าการลงทุนใน Data Center เราคงไม่ได้ดูแค่เม็ดเงินการลงทุน
เพราะแน่นอนว่าการลงทุนใน Data Center เราคงไม่ได้ดูแค่เม็ดเงินการลงทุน แต่ต้องดูด้วยว่า ไทยได้อะไรกลับมาบ้าง แล้วจะคุ้มค่ากับไฟฟ้า น้ำ และทรัพยากรที่ต้องใช้หรือไม่
เพราะสิ่งที่หลายฝ่าย รวมถึงประชาชนอยากเห็นจริงๆ คงไม่ใช่แค่โครงการที่ลงทุนมูลค่าสูง
แต่ต้องเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศได้จริง
[เติบโตอย่างไร? โดยไม่ทิ้งภาระให้ประเทศ]
สุดท้ายแล้ว การลงทุน Data Center อาจยังไม่มีคำตอบตายตัวว่า ไทยควร "จะไปต่อหรือพอแค่นี้" กับอุตสาหกรรมนี้
เพราะในยุคที่ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว Data Center ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่หลายประเทศกำลังเร่งพัฒนา สิ่งที่ควรให้ความสำคัญในเวลานี้ คือการวางกติกาที่ชัดเจนและสมดุลให้การลงทุนที่เข้ามาสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศอย่างแท้จริง
ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างโอกาสให้คนไทย การยกระดับบุคลากร และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อให้ทุกการลงทุนช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว มากกว่าจะมาทิ้งภาระไว้ให้คนไทยในอนาคต
#ไอที #เทคโนโลยี

📌 ศาลสั่งปรับ Meta กว่า 567 ล้านดอลลาร์! เยียวยาผลกระทบเด็ก พร้อมเร่งยกระดับระบบคุ้มครองเยาวชนศาลในรัฐนิวเม็กซิโกของสหรั...
08/08/2026

📌 ศาลสั่งปรับ Meta กว่า 567 ล้านดอลลาร์!
เยียวยาผลกระทบเด็ก พร้อมเร่งยกระดับระบบคุ้มครองเยาวชน

ศาลในรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ Meta จัดตั้งกองทุนสำหรับการเยียวยาเยาวชนมูลค่า 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้งานแพลตฟอร์มของบริษัท หลังศาลเห็นว่าบริการโซเชียลมีเดียของบริษัทมีส่วนสำคัญต่อปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนในรัฐ

คำตัดสินครั้งนี้นับเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญของคดีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเด็กบนโลกออนไลน์ โดยก่อนหน้านี้ Meta ถูกตัดสินให้ชำระค่าปรับทางแพ่งอีก 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐ

เงินในกองทุนส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในการรักษาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะสนับสนุนโครงการป้องกัน การคัดกรองด้านสุขภาพจิต การประเมินความเสี่ยง และการพัฒนาระบบช่วยเหลือเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้งานโซเชียลมีเดีย

⚫️ มาตรการคุ้มครองเด็กที่ Meta ต้องดำเนินการ

นอกจากการชำระเงินเข้ากองทุนแล้ว ศาลยังสั่งให้ Meta พัฒนามาตรการคุ้มครองเด็กเพิ่มเติม เช่น

- การยกระดับระบบ AI สำหรับตรวจสอบอายุผู้ใช้งาน
- การพัฒนาเครื่องมือคาดการณ์บัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี
- การอำนวยความสะดวกในการแจ้งบัญชีที่อาจเป็นผู้ใช้อายุต่ำกว่าเกณฑ์
- การร่วมมือกับโรงเรียนหรือองค์กรด้านความปลอดภัยเด็ก เพื่อสร้างช่องทางแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับบัญชีที่น่าสงสัย

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้สั่งให้บริษัทปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมการแนะนำเนื้อหา หรือยกเลิกระบบเข้ารหัสแบบ End-to-End Encryption โดยเห็นว่าประเด็นดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับข้อคุ้มครองตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ

แม้ Meta ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา และเตรียมยื่นอุทธรณ์ พร้อมยืนยันว่าบริษัทได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปกป้องผู้ใช้งาน โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น

⚫️ จุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดีย

คดีนี้ถูกจับตามองจากหลายฝ่าย เนื่องจากนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดีย หากแนวทางการตัดสินนี้เกิดขึ้นในรัฐอื่นหรือประเทศอื่น อาจส่งผลให้แพลตฟอร์มดิจิทัลต้องเพิ่มมาตรการคุ้มครองเด็กและรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดจากบริการของตนเองมากยิ่งขึ้น

"ความปลอดภัยของเด็กบนโลกออนไลน์" กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทั้งภาครัฐ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม และผู้ปกครองทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้น พร้อมกับความคาดหวังว่าเทคโนโลยีและ AI จะเข้ามามีบทบาทในการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยกว่าเดิม

อีกทั้งการให้ความรู้เท่าทันสื่อและการดูแลอย่างใกล้ชิดในครอบครัว ยังคงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ ควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมายและเทคโนโลยีที่แพลตฟอร์มต่างๆ นำมาใช้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนไม่อาจสำเร็จได้ด้วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้เยาวชนสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตอยู่ในยุคดิจิทัลได้อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยมากขึ้น

#ไอที #เทคโนโลยี

ที่อยู่

1768 อาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ ชั้นที่ 16 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Tech Movementผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Tech Movement:

ทางลัด

แชร์