Thai Solar Way Green Energy and Digital Life Style 4เทคโนโลยีที่จะเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์และนำมาใช้งาน
1.Solar Thermal 2.Solar PV 3.Photoelectric chemistry และ 4. Biofuels

21/01/2026

โซลาร์เซลล์จีน ‘อ่วมหนัก’ คาดขาดทุนรวม 1.7 แสนล้าน กำลังการผลิตล้น–ต้นทุนพุ่ง บททดสอบนโยบาย ‘ต้านตัดราคา’ ของจีน
‘อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์จีน’ กำลังเผชิญวิกฤติหนัก เมื่อผู้ผลิตรายใหญ่ติดหล่ม กำลังการผลิตล้นตลาด สงครามตัดราคา และแรงกดดันจากกำแพงการค้าโลก จนคาดว่าจะขาดทุนรวมกันแตะ 1.7 แสนล้านบาท
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า เหล่าผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ของจีนออกมาคาดการณ์ว่า จะ “ขาดทุนรวมกัน” สูงถึง 38,400 ล้านหยวน (ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท) ในปี 2025 จากปัญหากำลังการผลิตล้นตลาด และต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
บริษัท TCL Zhonghuan Renewable Energy, Trina Solar, Longi Green Energy Technology, JA Solar Technology และ Tongwei ระบุในเอกสารยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ทั้งห้าบริษัทคาดว่า จะมีผลขาดทุนสุทธิรวมกันในช่วง 34,200–38,400 ล้านหยวน ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขต่ำสุดของช่วงดังกล่าว ก็ยังสูงกว่าสถิติการขาดทุนรายปีที่ 33,500 ล้านหยวนซึ่งเกิดขึ้นในปี 2024
ข้อมูลจากสำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติของจีนระบุว่า ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน จีนมีกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งแล้ว 1.16 เทราวัตต์ เพิ่มขึ้น 41.9% จากปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม การติดตั้งที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว กลับถูกแซงหน้าด้วยปริมาณอุปทานที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาด เมื่อบริษัทต่าง ๆ เร่งขยายกำลังการผลิต เพื่อคว้าโอกาสจากนโยบายผลักดันพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาลปักกิ่ง
บริษัท Tongwei ระบุว่า “ปัญหาการผลิตล้นตลาดของอุตสาหกรรมในระยะสั้น ยังไม่คลี่คลาย” พร้อมคาดการณ์ว่า บริษัทจะขาดทุนมากที่สุดในกลุ่ม อยู่ที่ราว 9,000–10,000 ล้านหยวน
ด้าน JA Solar Technology ระบุว่า “การปล่อยกำลังการผลิตจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในระยะสั้น ส่งผลให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมทวีความรุนแรงต่อเนื่อง”
JA Solar ระบุเพิ่มเติมว่า สาเหตุของผลประกอบการที่ย่ำแย่ ยังมาจาก “นโยบายกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น” โดยจีนซึ่งครอบงำห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำอย่างโพลีซิลิคอน ไปจนถึงปลายน้ำคือแผงโซลาร์เซลล์ กำลังเผชิญแรงต้านจากต่างประเทศมากขึ้น เมื่อรัฐบาลหลายประเทศ “ตั้งกำแพงการค้า” เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศของตน
ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสหรัฐได้กำหนดภาษีนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากกัมพูชา มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่บริษัทโซลาร์ของจีนเข้าไปตั้งฐานการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐในอดีต
ขณะเดียวกัน บางบริษัทยังชี้ว่า การขาดทุนที่ยืดเยื้อมาจาก “ต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น” โดยเฉพาะ โลหะเงิน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญ ได้ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงตลอดปีที่ผ่านมา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ราคาพุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก
นักวิเคราะห์มองว่า การที่บริษัทเหล่านี้จะสามารถกลับมาทำกำไรได้หรือไม่ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของนโยบาย “ต่อต้านวงจรตัดราคากันไม่หยุด” ของจีน
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1217585
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจEconomic

16/01/2026

Climate: โลกอุ่นขึ้นแล้วราว 1.4 องศาเซลเซียส จากยุคก่อนอุตสาหกรรม ใกล้แตะเพดานอันตราย 1.5 องศา ตามรายงานของ Copernicus และ WMO โดยทศวรรษล่าสุดเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยพิบัติ และการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกอย่างรุนแรง นักวิทยาศาสตร์ย้ำต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมขยายพลังงานสะอาด ก่อนหน้าต่างโอกาสในการแก้ปัญหาจะปิดลง
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในคอมเมนต์ด้านล่าง...👇🏻
ภาพ: NOAA
ที่มา: wwf.panda.org
_____
#ภัยพิบัติ #โลกร้อน #ภาวะโลกร้อน #การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ #ความเหลื่อมล้ำ

16/01/2026

Voltage Turns Ratio

16/01/2026

World Economic Forum เปิดเผย Global Risks Report ปี 2026
ผลสำรวจแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ปัญหาเฉพาะหน้า (2 ปี) และหายนะในอนาคต (10 ปี) ซึ่งให้ภาพที่น่าตกใจว่า...
"ระยะสั้นเรามัวแต่ทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์และข่าวปลอม แต่ระยะยาวเรากำลังเดินหน้าเข้าสู่หายนะทางธรรมชาติที่แก้ไม่ได้"
ในระยะ 2 ปีข้างหน้า อันดับความรุนแรงของความเสี่ยงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการก้าวขึ้นมาของสมรภูมิทางเศรษฐกิจและการบิดเบือนข้อมูลผ่านเทคโนโลยี

อันดับที่ 1 การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic confrontation): ขยับขึ้นถึง 8 อันดับจากปีที่แล้ว เนื่องจากการยกระดับการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น
อันดับที่ 2 การบิดเบือนข้อมูลและข้อมูลเท็จ (Misinformation and disinformation): ขยับขึ้นมาเป็นอันดับสองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 โดยเทคโนโลยี AI เข้ามามีส่วนสำคัญในการขยายวงกว้างของปัญหานี้
อันดับที่ 3 ความแบ่งแยกทางสังคม (Societal polarization): ขยับขึ้นหนึ่งอันดับจากปีก่อน โดยความแตกแยกเชิงอุดมการณ์ยังคงกัดเซาะเสถียรภาพภายในสังคม
อันดับที่ 4 เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง (Extreme weather events): ยังคงเป็นความกังวลหลัก แม้จะถูกจัดลำดับความสำคัญลดลงเมื่อเทียบกับความเสี่ยงด้านภูมิเศรษฐศาสตร์และสังคมในระยะสั้น
อันดับที่ 5 ความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างรัฐ (State-based armed conflict): รั้งอยู่ในอันดับที่ 5 ท่ามกลางภาวะการแข่งขันระหว่างประเทศที่แข็งกร้าวขึ้น
อันดับที่ 6 ความไม่มั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber insecurity): สะท้อนถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและภาคธุรกิจที่ซับซ้อนและถี่ขึ้น
อันดับที่ 7 ความไม่เท่าเทียม (Inequality): ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่เชื่อมโยงและส่งผลต่อความเสี่ยงอื่น ๆ เกือบทุกด้าน
อันดับที่ 8 การลิดรอนสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพลเมือง (Erosion of human rights and/or civic freedoms): อันดับขยับสูงขึ้นเล็กน้อยตามสภาวะความตึงเครียดของโลก
อันดับที่ 9 มลพิษ (Pollution): ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่อง แม้จะตกลงมา 3 อันดับจากปีที่แล้ว
อันดับที่ 10 การย้ายถิ่นฐานหรือการพลัดถิ่นที่ไม่สมัครใจ (Involuntary migration or displacement): ภัยจากการพลัดถิ่นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งและสภาพภูมิอากาศ
10 ความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดวิกฤตการณ์โลกในปี 2036 (ระยะ 10 ปี)

ในทศวรรษหน้า ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจะกลับมาเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ ของโลกอย่างเต็มตัว เนื่องจากเป็นความเสี่ยงเชิงอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ที่มีความสำคัญสูงสุดในระยะยาว

อันดับที่ 1 เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง (Extreme weather events): ครองอันดับหนึ่งในฐานะความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดในทศวรรษหน้า
อันดับที่ 2 การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ (Biodiversity loss and ecosystem collapse): เป็นความเสี่ยงที่มีคะแนนความรุนแรงแย่ลงเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับระยะสั้น
อันดับที่ 3 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อระบบโลก (Critical change to Earth systems): การเปลี่ยนแปลงของระบบธรรมชาติที่ไม่สามารถหวนคืนกลับมาจุดเดิมได้
อันดับที่ 4 การบิดเบือนข้อมูลและข้อมูลเท็จ (Misinformation and disinformation): ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ฝังรากลึกและขยับอันดับสูงขึ้นจากปีที่แล้ว
อันดับที่ 5 ผลกระทบด้านลบจากเทคโนโลยี AI (Adverse outcomes of AI technologies): เป็นความเสี่ยงที่พุ่งแรงที่สุด โดยขยับจากอันดับ 30 ในระยะสั้น มาสู่อันดับ 5 ในระยะยาว
อันดับที่ 6 การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resource shortages): ภัยจากการขาดแคลนอาหารและน้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้น
อันดับที่ 7 ความไม่เท่าเทียม (Inequality): ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งในด้านความมั่งคั่งและโอกาสที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนาน
อันดับที่ 8 ความไม่มั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber insecurity): ภัยคุกคามจากการโจมตีระบบดิจิทัลที่จะมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
อันดับที่ 9 ความแบ่งแยกทางสังคม (Societal polarization): รอยร้าวในสังคมที่จะกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว
อันดับที่ 10 มลพิษ (Pollution): ปัญหามลพิษสะสมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง
ในระยะยาว 10 ปี ความกังวลเรื่อง การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic confrontation) กลับลดอันดับลงมาอยู่ที่ 19 เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญมองว่าวิกฤตธรรมชาติและเทคโนโลยี AI จะมีผลกระทบที่รุนแรงและยั่งยืนมากกว่าความขัดแย้งทางการเมือง

16/01/2026
16/01/2026

Pressure Transmitter calibration ka easy method.
4–20 mA loop me ZERO & SPAN sahi ho to PLC reading bhi perfect hoti hai 💯
Follow for more PLC & Instrumentation reels 👇

02/01/2026
02/01/2026

✅️ เกณฑ์ค่าความต้านทานของระบบสายดิน (Ground Resistance) ที่มักอ้างอิงตาม มาตรฐาน วสท. (EIT) และที่ใช้โดยการไฟฟ้าของไทย (PEA/MEA)

ส่วนใหญ่ — ซึ่งปัจจุบันยังอ้างอิงในปี 2568–2569 โดยไม่ได้มีมาตรฐานใหม่เฉพาะเจาะจงแตกต่างจากเดิมแบบเปิดเผยออนไลน์ แต่หลัก ๆ จะใช้แนวทางตามมาตรฐานการติดตั้งไฟฟ้าไทยที่อ้างอิงกับมาตรฐานสากลควบคู่กันดังนี้ครับ:

📌 1. ค่าความต้านทานดิน (Ground Resistance) ยอมรับได้
📍 สำหรับงานทั่วไป (อาคารพักอาศัย/อาคารทั่วไป)
ไม่เกิน 5 โอห์ม — เป็นค่าที่มักยอมรับโดยมาตรฐานทั่วไปเพื่อให้ระบบป้องกันไฟรั่วทำงานได้อย่างปลอดภัย และตรงกับแนวปฏิบัติของการไฟฟ้าในไทยหลายแห่งที่ใช้เกณฑ์นี้เป็นมาตรฐานอ้างอิง. �

📍 สำหรับสถานีไฟฟ้า/หม้อแปลง/ระบบสำคัญ
1–3 โอห์ม หรือ ต่ำกว่า 1 โอห์ม — ค่านี้ใช้ในกรณีที่ต้องการความปลอดภัยสูงกว่า เช่น งานระบบไฟฟ้ากำลังสูง หรือสภาพดินดีมาก ๆ. �

หมายเหตุ: แนวทางนี้สอดคล้องกับแนวคิดทั่วไปตามมาตรฐานสากล (เช่น IEEE/NFPA) ที่แนะนำค่า ≤5Ω เป็นค่าปฏิบัติที่ดี และค่าที่ต่ำกว่า 1Ω สำหรับระบบสำคัญ เพื่อให้เสถียรและปลอดภัยยิ่งขึ้น. �

📌 2. มาตรฐานของ วสท. (EIT Standard)
มาตรฐาน EIT Standard 022001–22 “มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2564” ซึ่งเป็นมาตรฐานหลักที่ใช้ในวงการไฟฟ้าไทย (รวมอ้างอิงสำหรับระบบต่อลงดิน)

➡️ เป็นมาตรฐานที่ออกโดย สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) โดยอ้างอิงตามหลักสากล (IEC/NEC) แต่เอกสารฉบับสมบูรณ์ต้องจัดซื้อ/เข้าถึงไฟล์ฉบับเต็ม (ไม่เผยแพร่ฟรี) และในมาตรฐานจะ ระบุให้ค่าความต้านทานดินควรต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามหลักวิศวกรรม โดยเชื่อมโยงถึงระบบการป้องกันอุปกรณ์และความปลอดภัยของผู้ใช้ไฟฟ้า. �

📌 3. เกณฑ์ของการไฟฟ้าในไทย (PEA/MEA)
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวงมักใช้แนวทางมาตรฐานติดตั้งไฟฟ้าไทย MPESTD-001–2563 และข้อปฏิบัติของระบบสายดินที่มี:
ค่าความต้านทานไม่เกิน 5 Ω สำหรับงานทั่วไป
ค่าต่ำกว่า 3 Ω หรือ 1 Ω สำหรับงานระบบจำหน่าย/หม้อแปลง/ระบบสำคัญ
➡️ ข้อกำหนดนี้ใช้เพื่อให้ระบบไฟฟ้าทำงานปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล. �

📌 สรุปเกณฑ์ปฏิบัติที่ใช้กันทั่วไป (ปี 2569)
ค่าความต้านทานดินที่ยอมรับได้
ประเภทงานไฟฟ้า
อาคารทั่วไป (บ้าน, อาคารสำนักงาน)
≤ 5 Ω
ระบบสำคัญ/หม้อแปลง/สถานีไฟฟ้า
≤ 3 Ω หรือ ≤ 1 Ω ตามเกณฑ์ระบบ
ระบบป้องกันฟ้าผ่า (Lightning Protection)
≤ 10 Ω (ถ้ามีเพื่อระบบ LPS โดยเฉพาะ — แนวสากล)
หมายเหตุ: ในอ้างอิงมาตรฐานของ วสท./EIT มักจะใช้หลักว่า “ค่าความต้านทานดินควรต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ตามสภาพพื้นที่และการติดตั้ง” และใช้การทดสอบ/วัดจริงในการกำหนดค่าตามมาตรฐานสากล (IEC/IEEE/NEC) และข้อกำหนดท้องถิ่นของการไฟฟ้า. �

Engineering

01/01/2026

ที่อยู่

11/6 Patthana Chonabot3 Road , Khlongsong Ton Nun, Lat Krabang
Bangkok
10520

เบอร์โทรศัพท์

+66893158888

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thai Solar Wayผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Thai Solar Way:

แชร์