Biotechnology Alliance Association (BAA)

Biotechnology Alliance Association (BAA) ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Biotechnology Alliance Association (BAA), บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ, 50 Kasetsart University, Ladyao, Chatuchak, Bangkok.

เพื่อนำเสนอข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การปรับแต่งจีโนม (gene editing) ในการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการเกษตร
To advocate the legalization and widespread use of genome editing in both research and commercial applications in Thailand.

สถาบัน Pirbright ประสบความสำเร็จในการแก้ไขยีนตัวริ้นที่กัดกินเลือดเป็นแห่งแรกของโลกวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569นั...
29/07/2026

สถาบัน Pirbright ประสบความสำเร็จในการแก้ไขยีนตัวริ้นที่กัดกินเลือดเป็นแห่งแรกของโลก
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Pirbright ประสบความสำเร็จในการแก้ไขยีนริ้นสกุล *Culicoides* (ริ้นทะเล ริ้นน้ำเค็ม หรือตัวปีง คือ แมลงบินขนาดจิ๋วในวงศ์ Ceratopogonidae ที่มีพฤติกรรมกัดและดูดเลือดคนหรือสัตว์เพื่อเป็นอาหาร) โดยใช้เทคโนโลยี CRISPR ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลก ความก้าวหน้าครั้งสำคัญนี้ถือเป็นเครื่องมือใหม่สำหรับการศึกษาว่าแมลงขนาดเล็กเหล่านี้แพร่กระจายโรคในปศุสัตว์ได้อย่างไร เช่น โรคไข้ลิ้นสีน้ำเงิน (Bluetongue virus - BTV) โรค Schmallenberg (Schmallenberg virus - SBV) และโรค Epizootic Hemorrhagic Disease (EHDV)
ริ้นดูดเลือด (biting midges) มีขนาดลำตัวเพียง 1-4 มิลลิเมตร ซึ่งทำให้ยากต่อการศึกษาด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการแบบดั้งเดิม นักวิจัยจากสถาบัน Pirbright จึงใช้วิธี DIPA-CRISPR ซึ่งเป็นการนำส่วนประกอบของระบบ CRISPR-Cas9 เข้าสู่ตัวแมลงเพศเมียเต็มวัยด้วยการฉีด เทคนิคนี้ประสบความสำเร็จในการทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในยีนที่ควบคุมสีตา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการแก้ไขจีโนมในแมลงสกุล *Culicoides* นั้นสามารถทำได้จริง
คณะนักวิจัยระบุว่าการศึกษานี้ได้กำหนดวิธีการแก้ไขยีนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงสำหรับริ้น (biting midges) และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการศึกษายีนที่เกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อโรค นักวิจัยเชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยเร่งการวิจัยด้านชีววิทยาของพาหะนำโรค และอาจนำไปสู่กลยุทธ์ใหม่ ๆ ในการควบคุมโรคที่มีตัวริ้นเป็นพาหะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อปศุสัตว์ทั่วโลก

การแก้ไขจีโนมเปลี่ยนใบชิโซะ (งาม่อน) แดงให้เป็นสีเขียว พร้อมเพิ่มคุณประโยชน์ต่อสุขภาพถึงหกเท่าวันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. ...
28/07/2026

การแก้ไขจีโนมเปลี่ยนใบชิโซะ (งาม่อน) แดงให้เป็นสีเขียว พร้อมเพิ่มคุณประโยชน์ต่อสุขภาพถึงหกเท่า
วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮิโรชิม่า (Hiroshima University) ร่วมกับสถาบันวิจัยเทคโนโลยีจังหวัดฮิโรชิม่า (Hiroshima Prefectural Technology Research Institute) และบริษัทมิชิม่า ฟู้ดส์ จำกัด (Mishima Foods Co., Ltd) ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีการแก้ไขจีโนม CRISPR-Cas9 เพื่อเปลี่ยนใบชิโซะแดง (shiso ในญี่ปุ่น, kkaennip ในเกาหลี และ tía tô ในเวียดนาม) ให้เป็นพันธุ์ที่มีใบสีเขียว พร้อมทั้งเพิ่มคุณสมบัติในการส่งเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยนี้ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Plant Science แสดงให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนยีนเอนไซม์ (enzyme gene) เป้าหมายเพียงยีนเดียว สามารถเปลี่ยนวิถีทางการเผาผลาญ (metabolic pathway) ของพืชได้อย่างตั้งใจ ส่งผลให้พืชมีคุณค่าทางโภชนาการและคุณสมบัติเชิงฟังก์ชันสูงขึ้น
ด้วยการปิดใช้งานยีนฟลาวาโนน 3-ไฮดรอกซิเลส (F3H - flavanone 3-hydroxylase) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในกระบวนการเผาผลาญของพืช ทีมวิจัยได้หยุดการผลิตเม็ดสีแอนโทไซยานินสีแดง (red anthocyanin pigments) ทำให้พืชเจริญเติบโตมีลักษณะเหมือนกับต้นชิโซะ (งาม่อน) ที่มีใบสีเขียวแบบดั้งเดิม ที่สำคัญกว่านั้น การแกไขยีนนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในชีวเคมีของพืช ระดับของลูเทโอลิน (luteolin) ซึ่งเป็นฟลาโวน (flavone) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้นประมาณ 6 เท่าเมื่อเทียบกับพืชที่ไม่ได้รับการแก้ไขยีน พร้อมกับความเข้มข้นของกรดโรสแมรินิก (rosmarinic acid) ที่สูงขึ้นด้วย
ทีมวิจัยภายใต้การนำของศาสตราจารย์ Hidemasa Bono ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์พืชสายพันธุ์ที่ไม่ต้องดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งมีความเสถียรและคงไว้ซึ่งลักษณะทางการเผาผลาญ ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ต้องมีดีเอ็นเอแปลกปลอม การค้นพบครั้งสำคัญนี้เปิดโอกาสใหม่สำหรับการเพาะปลูกอาหารฟังก์ชัน (functional foods – อาหารหรือเครื่องดื่มที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าสารอาหารทั่วไป) ประสิทธิภาพสูงและกลายเป็นส่วนผสมทางเภสัชกรรมที่ได้จากธรรมชาติ พิสูจน์ให้เห็นว่าการแก้ไขยีนสามารถปรับแต่งสมุนไพรปรุงอาหารแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นแหล่งพลังงานสำหรับโภชนาการและการแพทย์ได้

นักวิจัยเรียกร้องให้มีการให้ความรู้แก่ประชาชนมากขึ้นเพื่อสร้างการยอมรับอาหารดัดแปลงพันธุกรรมในมาเลเซียวันอังคารที่ 28 กร...
28/07/2026

นักวิจัยเรียกร้องให้มีการให้ความรู้แก่ประชาชนมากขึ้นเพื่อสร้างการยอมรับอาหารดัดแปลงพันธุกรรมในมาเลเซีย
วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย (IIUM - International Islamic University Malaysia) ได้แนะนำให้เสริมสร้างการให้ความรู้แก่ประชาชน การสื่อสารความเสี่ยง และการติดฉลากอาหารที่โปร่งใส เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้อย่างรอบรู้เกี่ยวกับอาหารดัดแปลงพันธุกรรมในมาเลเซีย ข้อแนะนำนี้อิงจากการสำรวจผู้บริโภค 337 คน ที่ตรวจสอบถึงแรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติของอาหารดัดแปลงพันธุกรรม
จากการใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง (structural equation modeling) นักวิจัยพบว่า ความรู้ การรับรู้ความเสี่ยง การยอมรับเทคโนโลยี และการติดฉลาก ล้วนมีอิทธิพลต่อทัศนคติของผู้บริโภค ความรู้ที่มากขึ้นและการติดฉลากที่ชัดเจน มีความเชื่อมโยงกับการยอมรับที่สูงขึ้น ในขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ มุมมองเชิงบวกต่อเทคโนโลยีชีวภาพยังช่วยเพิ่มความไว้วางใจและประโยชน์ที่รับรู้ได้ของอาหารดัดแปลงพันธุกรรม
จากผลการวิจัย ผู้เขียนแนะนำว่าหน่วยงานกำกับดูแลควรให้ข้อมูลที่อิงหลักฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีจีเอ็มโอ กำหนดแนวทางการติดฉลากที่เป็นมาตรฐาน และปรับปรุงการสื่อสารกับสาธารณชนเกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับ นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารนำการติดฉลากที่โปร่งใสมาใช้และทำให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น นักวิจัยกล่าวว่า การรวมมาตรการเหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจของสาธารณชนและสนับสนุนให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าจีเอ็มโอได้อย่างชาญฉลาด

การแก้ไขยีนเพียงเล็กน้อยช่วยลดปริมาณแคดเมียมที่เป็นพิษในข้าวลงได้ครึ่งหนึ่งวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569นักวิจัยจากม...
27/07/2026

การแก้ไขยีนเพียงเล็กน้อยช่วยลดปริมาณแคดเมียมที่เป็นพิษในข้าวลงได้ครึ่งหนึ่ง
วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอคายามะ (Okayama University) ในญี่ปุ่นและสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences) ได้พัฒนาข้าวสายพันธุ์ที่ผ่านการแก้ไขยีน ซึ่งช่วยลดการสะสมของแคดเมียมที่เป็นพิษในเมล็ดข้าวลงได้อย่างมาก โดยไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตหรือระดับสารอาหารที่จำเป็น ทั้งนี้ แคดเมียมเป็นโลหะที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งพบในดินที่มีการปนเปื้อนในการเกษตรกรรม และสามารถสะสมในพืชตระกูลธัญพืช (cereal crops )ได้ง่าย ส่งผลให้ข้าวกลายเป็นแหล่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์ได้รับแคดเมียมผ่านการบริโภคในระดับต้น ๆ ของโลก
จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร *Proceedings of the National Academy of Sciences* (PNAS) ทีมวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีการแก้ไขเบส (base-editing) ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อคัดกรองสายพันธุ์ข้าวที่ผ่านการแก้ไขจีโนมกว่า 1,600 สายพันธุ์ โดยมุ่งเป้าไปที่ยีน *OsNramp5* ที่ทำหน้าที่ขนส่งโลหะ ผลการศึกษา พบการกลายพันธุ์แบบจุด (point mutation) ที่จำเพาะเจาะจงซึ่งมีชื่อเรียกว่า OsNramp5I441T โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงกรดอะมิโนเพียงตำแหน่งเดียว (เปลี่ยนจากไอโซลิวซีนเป็นทรีโอนีนที่ตำแหน่ง 441) จากการทดสอบภาคสนามในพื้นที่ที่มีดินปนเปื้อนแคดเมียม พบว่าการแก้ไขเพียงเล็กน้อยนี้ช่วยลดปริมาณแคดเมียมในข้าวกล้อง (brown rice) ลงได้ถึง ร้อยละ 48 (จาก 0.14 มก./กก. ในข้าวสายพันธุ์ดั้งเดิมเหลือ 0.07 มก./กก. ในข้าวที่ผ่านการแก้ไขยีน) โดยที่ยังคงรักษาปริมาณผลผลิตและระดับสารอาหารรองที่สำคัญ เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี และแมงกานีส ไว้ได้ครบถ้วนสมบูรณ์
ความก้าวหน้าครั้งสำคัญนี้ช่วยแก้ปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานในวงการวิทยาศาสตร์การเกษตร เนื่องจากวิธีการเดิมที่ใช้ยับยั้งแคดเมียม มักส่งผลให้พืชชะงักการเจริญเติบโตหรือขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุที่จำเป็น นักวิจัยค้นพบว่า การกลายพันธุ์ดังกล่าวช่วยเพิ่มความสามารถของโปรตีนขนส่งสารในการเลือกรับสังกะสี ทำให้สังกะสีสามารถแย่งจับกับโปรตีนขนส่งสารได้ดีกว่าแคดเมียมในระหว่างการลำเลียงสารเข้าสู่เมล็ดข้าว ทีมวิจัยซึ่งนำโดย ดร. Sheng Huang และศาสตราจารย์ Jian Feng Ma เชื่อมั่นว่าการแก้ไขยีนนี้ จะเป็นกลยุทธ์การปรับปรุงพันธุ์พืชแบบแม่นยำที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อผลิตข้าวที่มีความปลอดภัยยิ่งขึ้นในพื้นที่เพาะปลูกที่ปนเปื้อนสารดังกล่าวทั่วโลก

26/07/2026

ท่านใดที่พลาดชมรายการ Biotech Talks via Zoom: พูดคุยให้รู้เรื่อง ในประเด็น “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการปรับปรุงพันธุ์เห็ดฟางด้วยเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม" เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 สามารถติดตามผ่านทาง YouTube ได้ตามลิ้งค์ ต่อไปนี้

แนวโน้มของการพัฒนาพืชให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้นและทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569กา...
26/07/2026

แนวโน้มของการพัฒนาพืชให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้นและทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน
วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตอาหารที่สามารถผลิตได้เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการของอาหารเหล่านั้นอีกด้วย ในบทความทบทวนองค์ความรู้ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำอย่าง *Nature* นักวิจัยจาก Ghent University และพันธมิตรระหว่างประเทศได้ศึกษาว่าเทคโนโลยีทางพันธุกรรมจะสามารถช่วยพัฒนาพืชให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้นและมีความสามารถในการรับมือกับสภาวะความเครียดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้นอย่างไร
สำหรับผู้คนหลายพันล้านคน พืชอาหารหลักอย่างข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด มันฝรั่ง และมันสำปะหลัง ถือเป็นรากฐานสำคัญของอาหารในแต่ละวัน แม้พืชเหล่านี้จะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่โดยทั่วไปแล้วกลับมีปริมาณวิตามินและแร่ธาตุไม่เพียงพอที่จะป้องกันภาวะขาดสารอาหาร ในขณะเดียวกัน ผลงานวิจัยจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่างชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลให้คุณค่าทางโภชนาการของพืชอาหารหลักหลายชนิดลดลงซึ่งจากข้อมูลพบว่า ประชากรทั่วโลกกว่า 2 พันล้านคนได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นไม่เพียงพอ ปัญหานี้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "ความหิวโหยที่ซ่อนเร้น" (hidden hunger) หมายถึงภาวะที่ผู้คนได้รับพลังงาน (แคลอรี) เพียงพอ แต่ยังคงขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการมีสุขภาพที่ดี
ศาสตราจารย์ Dominique Van Der Straeten (จาก Ghent University) และคณะผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ได้ร่วมกันวิเคราะห์แนวทางที่วิทยาศาสตร์จะช่วยพัฒนาพืชให้มีคุณค่าทางโภชนาการที่จำเป็นสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถในการทนทานต่อสภาวะความเครียดจากสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง ความร้อน และดินเค็ม โดยมีศาสตราจารย์กิตติคุณ Marc Van Montagu ผู้บุกเบิกด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืช เป็นหนึ่งในคณะผู้จัดทำผลงานวิจัยชิ้นนี้ด้วย
ผลการวิจัยชี้ว่า ภาคเกษตรกรรมในอนาคตจำเป็นต้องรับมือกับความท้าทายหลัก 3 ประการไปพร้อมกัน ได้แก่ การผลิตอาหารให้เพียงพอ การปรับปรุงคุณภาพทางโภชนาการ และการเพิ่มขีดความสามารถของพืชในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง “พืชในอนาคตจะต้องมีทั้งผลผลิตที่สูงขึ้น คุณค่าทางโภชนาการที่ดีขึ้น และความสามารถในการทนทานต่อภัยแล้ง ความร้อน รวมถึงผลกระทบอื่น ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น”
บทวิเคราะห์นี้กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีทางพันธุกรรมสมัยใหม่ ซึ่งรวมถึงการแก้ไขจีโนมด้วยวิธี CRISPR ในการช่วยพัฒนาพืชให้มีปริมาณวิตามินและแร่ธาตุสูงขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถปรับเปลี่ยนลักษณะของพืชที่มีความสำคัญต่อคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยเน้นย้ำว่าไม่มีทางออกเพียงวิธีเดียว แม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการ แต่วิธีการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิมและแนวทางทางเทคโนโลยีชีวภาพอื่น ๆ ก็ยังคงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นคือ ความก้าวหน้าครั้งสำคัญจะเกิดขึ้นจากการผสมผสานแนวทางทางวิทยาศาสตร์ที่หลากหลาย ซึ่งได้รับการปรับให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดและสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น
คณะผู้วิจัยหวังว่า ผลจากการวิจัยนี้จะช่วยดึงดูดความสนใจไปยังแง่มุมหนึ่งของความมั่นคงทางอาหารที่มักถูกมองข้าม ในขณะที่ประชากรโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสภาพภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง การทำให้มั่นใจว่าอาหารไม่เพียงแต่ให้พลังงานที่เพียงพอ แต่ยังให้สารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพที่ดีด้วยนั้น จึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

EFSA เสนอแนวทางการประเมินความเสี่ยงที่คล่องตัวยิ่งขึ้นสำหรับพืชดัดแปลงพันธุกรรมแบบซ้อนยีน (Stacked GM Crops)วันศุกร์ที่ ...
24/07/2026

EFSA เสนอแนวทางการประเมินความเสี่ยงที่คล่องตัวยิ่งขึ้นสำหรับพืชดัดแปลงพันธุกรรมแบบซ้อนยีน (Stacked GM Crops)
วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

คณะกรรมการด้านสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMO Panel - Panel on Genetically Modified Organisms) ขององค์การความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป (EFSA - European Food Safety Authority) ได้เผยแพร่ความเห็นทางวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่ ซึ่งอาจช่วยลดความยุ่งยากของกระบวนการอนุญาตพืชดัดแปลงพันธุกรรมบางชนิดได้อย่างมาก เอกสารนี้ตีพิมพ์ในวารสาร EFSA Journal กล่าวถึงการประเมินความเสี่ยงด้านอาหารและอาหารสัตว์ของพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่มีการดัดแปลงพันธุกรรมแบบซ้อนยีน ซึ่งเป็นพืชที่สร้างขึ้นโดยการผสมข้ามพันธุ์พืชดัดแปลงพันธุกรรมหลายสายพันธุ์อย่างอิสระ เพื่อรวมลักษณะต่าง ๆ เช่น ความต้านทานต่อศัตรูพืชและความทนทานต่อสารกำจัดวัชพืช
จากประสบการณ์การประเมินความเสี่ยงที่สั่งสมมา 20 ปี แนวทางใหม่ของ GMO Panel ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการประเมินความปลอดภัยของพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่มีการดัดแปลงพันธุกรรมแบบซ้อนยีนในยุโรป ข้อสรุปหลักจาก GMO Panel คือ การทดสอบภาคสนามที่ใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับการวิเคราะห์เปรียบเทียบ อาจไม่จำเป็นต้องใช้ในทุกกรณีอีกต่อไปสำหรับการประเมินพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่มีการดัดแปลงพันธุกรรมแบบซ้อนยีน แต่ผู้พัฒนาอาจได้รับการยกเว้นหรือผ่อนผันจากการทดสอบเหล่านี้ภายใต้เกณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้มีคุณสมบัติดังกล่าว (ที่จะได้รับการยกเว้น) การดัดแปลงพันธุกรรมแบบแบบซ้อนยีนทั้งหมดในพืช จะต้องแสดงลักษณะเฉพาะผ่านโปรตีนที่แสดงออกใหม่ (NEPs - newly expressed proteins) เท่านั้น ซึ่งไม่ทำหน้าที่เป็นตัวปรับเปลี่ยนกระบวนการเผาผลาญ หมายความว่า หากลักษณะดัดแปลงพันธุกรรมแต่ละอย่างได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยในตัวเองและไม่ทำปฏิกิริยาต่อกันเพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการเผาผลาญพื้นฐานของพืช การทดสอบภาคสนามสำหรับพืชที่มีการดัดแปลงพันธุกรรมแบบแบบซ้อนยีนนั้น ถือว่าไม่จำเป็นในทางวิทยาศาสตร์
นอกเหนือจากการทดสอบภาคสนามแล้ว กรอบการทำงานใหม่นี้เสนอว่า ผู้ยื่นคำขออาจได้รับการยกเว้นจากการประเมินด้านอาหารบางอย่างได้ ถ้าไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางพันธุกรรมพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงระดับการแสดงออกของโปรตีนที่นำเข้ามาใหม่ เพื่อสนับสนุนแนวทางที่ปรับปรุงใหม่เหล่านี้ คณะกรรมการยังได้กำหนดมาตรฐานที่ดีขึ้นสำหรับวิธีการที่บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพควรนำเสนอข้อมูลลักษณะเฉพาะระดับโมเลกุล โดยการผ่อนปรนข้อกำหนดการทดสอบในกรณีที่วิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่าไม่มีความเสี่ยงสะสม EFSA มีเป้าหมายที่จะปรับปรุงและเร่งกระบวนการกำกับดูแลนวัตกรรมทางการเกษตรที่ปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็รักษามาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดสำหรับผู้บริโภคในยุโรปและสิ่งแวดล้อม

นักวิทยาศาสตร์ไขความลับทางพันธุกรรมของถั่วเขียวซึ่งเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569ทีมนักวิจัยน...
22/07/2026

นักวิทยาศาสตร์ไขความลับทางพันธุกรรมของถั่วเขียวซึ่งเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญ
วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ทีมนักวิจัยนานาชาติได้จัดทำแผนที่พันธุกรรมในรูปแบบกราฟ (graph-based pan-genome) ของถั่วเขียวขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งช่วยไขความลับทางพันธุกรรมที่สำคัญเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพันธุ์ให้มีความทนทานและให้ผลผลิตสูงขึ้น งานวิจัยครั้งสำคัญนี้ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือระหว่างศูนย์นวัตกรรมพืชและอาหาร (CCFI - Centre for Crop and Food Innovation) แห่งมหาวิทยาลัย Murdoch และสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศจีน (CAAS - Chinese Academy of Agricultural Sciences) โดยได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Genetics
จากการวิเคราะห์ตัวอย่างพันธุ์พืช 580 ตัวอย่างจากทั่วโลก ทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการระบุตระกูลยีน (gene families) มากกว่า 75,000 ตระกูล และความแปรผันทางโครงสร้าง (structural variations) ที่ซ่อนอยู่กว่า 66,000 รายการ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ ความก้าวหน้านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับออสเตรเลีย ซึ่งถั่วเขียวเป็นพืชตระกูลถั่วฤดูร้อนที่ทำกำไรได้ดี โดยมีรายได้จากการส่งออกมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เนื่องจากถั่วเขียวมีราคาสูงกว่าข้าวสาลีประมาณ 3 เท่าต่อตัน จึงเป็นพืชหมุนเวียนที่ให้ผลกำไรมหาศาลสำหรับเกษตรกรในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำฝนตามฤดูกาลของออสเตรเลียที่ผันผวนอย่างมาก มักทำให้พื้นที่ปลูกและมูลค่าของผลผลิตเปลี่ยนแปลงอย่างมากในแต่ละปี ซึ่งเป็นปัญหา ที่แผนที่พันธุกรรมแบบใหม่นี้ จะถูกใช้แก้ไขโดยตรง
ในระดับโลก การค้นพบนี้มีศักยภาพที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ให้กับเกษตรกรรายย่อยหลายล้านคนทั่วทั้งเอเชียและแอฟริกา ที่ต้องพึ่งพาพืชชนิดนี้ทั้งในด้านรายได้และโภชนาการ ศาสตราจารย์ Rajeev Varshney ผู้อำนวยการ CCFI ระบุว่าข้อมูลที่ค้นพบใหม่นี้เผยให้เห็นลักษณะทางโครงสร้างที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อน เช่น ความสามารถในการต้านทานแมลงศัตรูพืชในโรงเก็บอย่างด้วงถั่ว (bruchid) และสารอาหารสำคัญที่มีอยู่ในเมล็ดพันธุ์ จากนี้ไป นักปรับปรุงพันธุ์พืชจะใช้เครื่องมือทางจีโนมิกส์ขั้นสูง เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนาพันธุ์ถั่วเขียวให้มีคุณสมบัติทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ ให้ผลผลิตสูงขึ้น และมีคุณค่าทางโภชนาการมากยิ่งขึ้น

ท่านใดที่ยังไม่ได้ สแกนลงทะเบียนเพื่อรับฟังการใช้เทคนิดการปรับแต่งจีโนมกับเห็ดฟาง ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ยังสามารถลงทะ...
22/07/2026

ท่านใดที่ยังไม่ได้ สแกนลงทะเบียนเพื่อรับฟังการใช้เทคนิดการปรับแต่งจีโนมกับเห็ดฟาง ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ยังสามารถลงทะบียนได้ฟรีนะครับ

การแก้ไขยีนช่วยเพิ่มความต้านทานของข้าวต่อเชื้อ Yellow Mottle Virusวันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569คณะนักวิจัยจากสถาบัน Pla...
22/07/2026

การแก้ไขยีนช่วยเพิ่มความต้านทานของข้าวต่อเชื้อ Yellow Mottle Virus
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

คณะนักวิจัยจากสถาบัน Plant Health Institute of Montpellier (PHIM) ในประเทศฝรั่งเศส และ Unidad de Fitopatología y Modelización Agrícola (UFyMA) ในประเทศอาร์เจนตินา ได้ค้นพบแนวทางการแก้ไขยีนที่มีศักยภาพในการปกป้องข้าวจากเชื้อ Rice Yellow Mottle Virus (RYMV) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคไวรัสที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดต่อการผลิตข้าวในทวีปแอฟริกา ทั้งนี้ คณะนักวิจัยแนะนำให้ใช้วิธีการดังกล่าวในการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีความต้านทานต่อไวรัสอย่างยั่งยืน
คณะผู้วิจัยได้ใช้เทคนิค CRISPR-Cas9 เพื่อสร้างการกลายพันธุ์แบบ knockout (KO - ทำให้ยีนหยุดทำงาน) ในยีน eIFiso4G1 รวมถึงสร้างสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์แบบแทรกหรือลบเบส (indel) ผลการศึกษาพบว่าการทำยีนน็อกเอาต์อย่างสมบูรณ์ทำให้พืชมีความต้านทานสูงต่อเชื้อ RYMV และไม่พบการอุบัติขึ้นของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่สามารถทำลายความต้านทานดังกล่าวได้ในระหว่างการทดลอง อย่างไรก็ตาม พืชกลุ่มนี้มีการเจริญเติบโตลดลงเล็กน้อย ในทางตรงกันข้าม ข้าวหลายสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์แบบ indel ในตำแหน่งเป้าหมายกลับแสดงระดับความต้านทานที่สูงในลักษณะเดียวกัน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของพืช
คณะนักวิจัยสรุปว่าการแก้ไขยีน eIFiso4G1 อย่างแม่นยำ ช่วยสร้างสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างความสามารถในการต้านทานโรคและลักษณะการแสดงออกของพืช และยังแนะนำให้ใช้วิธีการที่ทำให้เกิดการแทรกหรือการลบของเบส (indel mutations) แบบจำเพาะเจาะจงด้วยเทคโนโลยี CRISPR เพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ต้านทานต่อโรค RYMV ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นทางเลือกนอกเหนือจากการใช้ยีนต้านทานที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่มักนำมาปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายได้ยาก

ที่อยู่

50 Kasetsart University, Ladyao, Chatuchak
Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Biotechnology Alliance Association (BAA)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Biotechnology Alliance Association (BAA):

ทางลัด

แชร์