Fusion Fire Safety

Fusion Fire Safety We are an established Bangkok-based consulting company specialized in LIFE SAFETY ENGINEERING.

See our remarkable project footprints across Sount East Asia on www.fusionfiresafety.com FUSION FIRE SAFETY founded in 1996 as the first Thailand Risk and Fire Protection Engineering Consulting Services, was organized to fill a need for a capable, independent, and practical consulting service covering all aspects of fire protection and loss prevention. FUSION FIRE SAFETY Company Limited is an empl

oyee-owned firm by the group of senior registered professionals with high experience in fire safety engineering field. Our staffs participate in not only national engineering societies to respond the development of fire safety standard in Thailand but also serve as a member of a number of technical committee in an international organization. We had been experienced on working for many projects, complied either local or international standard. With our profound knowledge in both Thai and other foreign building codes, we can provide an appropriate engineering practice for our customer’s requirement. Our major customers are both state government and private industry such as Port Authority of Thailand, Airport Authority of Thailand, Royal Chareonkrung with Challenge Group, Plaza Athenee Hotel, Thanakorn Oil Vegetable Products Factory, Central Department Store, Hua Chiew Hospital, State Railway Authority, and Bangkok Metropolitan Administration and so on.

ขอบคุณแฟนคลับ เชียร์ผมเต็มที่เลย  💕
23/07/2026

ขอบคุณแฟนคลับ เชียร์ผมเต็มที่เลย 💕

ดร.พิชญะ จันทรานุวัฒน์ | นายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคารตัวแทนกลุ่ม “COE for All”] [เบอร์ 27] เพื่อเข้าพิจารณาเป็นกรรมการสภาวิศ...
20/07/2026

ดร.พิชญะ จันทรานุวัฒน์ | นายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร
ตัวแทนกลุ่ม “COE for All”] [เบอร์ 27] เพื่อเข้าพิจารณาเป็นกรรมการสภาวิศวกร สมัยที่ 9
✅ 'วิศวกรเพื่อสังคม' 1 ใน 7 นโยบายสำคัญของ COE for All ที่วิศวกรต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามวิกฤต และสร้างคุณค่าให้สังคมได้ พร้อมอาสาช่วยเหลือสังคมและชุมชนอย่างมืออาชีพ...
🔥 บทเรียนที่ต้องไม่เกิดซ้ำ — ถึงเวลายกระดับความปลอดภัยอัคคีภัยของกรุงเทพฯ
เหตุการณ์ความสูญเสียล่าสุด ไม่ใช่แค่ “อุบัติเหตุ” แต่คือสัญญาณเตือนว่ามาตรการความปลอดภัยของเรา ยังมีช่องโหว่ ในฐานะผู้ปฏิบัติงานด้านวิศวกรรมและความปลอดภัย ผมขอเสนอแนวทางที่ “ทำได้ทันที” สำหรับหน่วยงานท้องถิ่นและผู้บริหารพื้นที่ เพื่อปกป้องชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม:
✅ มาตรการเร่งด่วนที่ต้องบังคับใช้
• ใช้วัสดุ “ไม่ติดไฟ” เท่านั้น — หยุดใช้โฟมและวัสดุตกแต่งที่เป็นเชื้อเพลิง
• ติดตั้งระบบตรวจจับควัน “ครอบคลุมทุกจุดเสี่ยง” รวมถึงเหนือฝ้า
• ไฟฉุกเฉิน + ป้ายทางหนีไฟ ต้องทำงานได้แม้ไฟดับ
• ทางออกต้อง “พอและจริง” — เปิดได้ทันที ไม่ล็อก ไม่ติดขัด
• ห้ามใช้ประตูเลื่อนในเส้นทางหนีภัย
• จัดผังภายในให้ “คนหนีได้จริง” ไม่ใช่แค่สวย
• กำหนดจำนวนคนสูงสุดอย่างชัดเจน และควบคุมจริง
• หน้าต่างต้องเป็น “ทางรอด” ไม่ใช่ “ทางตัน”
⚠️ สิ่งที่ต้องกล้าปรับ
กฎโซนนิ่งควรสะท้อน “วิถีชีวิตจริงของเมือง”
แต่ต้องไม่ลดมาตรฐานความปลอดภัยแม้แต่น้อย
________________________________________
นี่ไม่ใช่เรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่คือ “มาตรฐานชีวิตของคนเมือง”
ถ้าเรารู้แล้ว แต่ยังไม่ลงมือ นั่นคือความเสี่ยงที่เราเลือกเอง
ถึงเวลา “ยกระดับจากการป้องกันบนกระดาษ → สู่ความปลอดภัยที่ใช้งานได้จริง”
⚡ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนแนวทางทั้ง 7 ข้อ
✅ สายวิชาชีพ [24(1)]: เบอร์ 24-30 และ 45
✅ สายอาจารย์ [24(2)]: เบอร์ 7
⚡ เพื่อสภาวิศวกรที่เข้มแข็ง = วิศวกรไทยเข้มแข็ง = ประเทศไทยแข็งแรง

#เพื่อวิศวกรทุกคน #วิศวกรไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก
……………………………………………………………

18/07/2026

Free webinar by NFPA

18/07/2026

ผู้ว่าชัชชาติได้แต่งตั้งคณะทำงานบริหารความเสี่ยงอัคคีภัย ในพื้นที่กรุงเทพมหานครแล้ว ผมจะแนะนำตามนี้ นะครับ

ข้อแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับมาตรการการป้องกันอัคคีภัยจากบทเรียนความสูญเสียครั้งนี้ สำหรับเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือผู้ว่าราชการจังหวัด

1. การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มงวดทันทีโดยมุ่งเน้นมาตรการ ดังต่อไปนี้
1.1 วัสดุฉนวนซับเสียงควรเป็นวัสดุไม่ติดไฟ (mineral wool) เช่น เส้นใยแก้ว หรือใยหิน และห้ามตกแต่งร้านด้วยหญ้าและต้นไม้พลาสติก
1.2. หากใช้ฉนวนซับเสียงเป็นโฟมพลาสติกภายในช่องเหนือฝ้าให้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับควันในช่องเหนือฝ้านั้นทุก ๆ 80 ตารางเมตรต่อหนึ่งตัว
1.3. ให้ติดตั้งโคมไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉินมีแหล่งจ่ายไฟจากแบตเตอรี ครอบคลุมพื้นที่บริการและบนเส้นทางอพยพทั้งอาคาร
1.4. ให้ติดตั้งป้ายทางหนีไฟแบบมีแสงสว่างในตัวมีแหล่งจ่ายไฟจากแบตเตอรีตรงบริเวณช่องทางออก
1.5. ให้มีประตูทางออกจากพื้นที่บริการอย่างน้อย 2 ทางกรณีจำนวนไม่เกิน 200 คน, 3 ทางกรณีจำนวนไม่เกิน 400 คน, 4 ทางกรณีจำนวนไม่เกิน 700 คน, 5 ทางกรณีจำนวนไม่เกิน 1,000 คน, หรือ 6 ทางกรณีจำนวนตั้งแต่ 1,000 คนขึ้นไป ทั้งนี้ไม่นับรวมทางออกสำหรับพนักงานหรือนักดนตรี
1.6. หากตั้งอยู่บนชั้น 2 ขึ้นไป ให้ต้องมีบันไดจำนวนและขนาดเพียงพอเพื่อนำคนทั้งหมดลงสู่พื้นดินโดยอย่างปลอดภัย
1.7. หากช่องทางออกมีประตูปิดทุกแห่งของสถานบริการ ต้องสามารถเปิดได้จากด้านในอาคารโดยไม่ต้องใช้ลูกกุญแจเมื่อเปิดให้บริการ
1.8. ประตูชนิดบานเลื่อน ให้เปลี่ยนเป็นบานสวิงและให้ผลักตามทิศทางการหนีไฟ
1.9. การจัดโต๊ะเก้าอี้ต้องจัดให้มีทางเดินหลักกว้างไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร และมีระยะห่างระหว่างทางเดินหลักไกลสุดต้องไม่เกิน 10 เมตร
1.10. ให้ติดตั้งป้ายระบุจำนวนคนสูงสุดที่ได้รับอนุญาตตามข้อ จ. โดยพื้นที่บริการที่เป็นที่นั่งหรือเวทีให้ใช้ตัวประกอบ 1.5 ตารางเมตรต่อคน, เวทีเต้นรำให้ใช้ตัวประกอบ 0.65 ตารางเมตรต่อคน และพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช้เป็นพื้นที่บริการให้ใช้ตัวประกอบ 10 ตารางเมตรต่อคน
1.11. หน้าต่างกระจกให้สามารถใช้เป็นทางหนีสำรองได้ หากทุบกระจกแล้วแตกต้องไม่บาด รวมทั้ง ห้ามติดเหล็กดัด ห้ามใช้กระจกลามิเนตและกระจกเสริมลวด

2. การแก้ไขกฎหมายสถานบริการเกี่ยวกับการกำหนดโซนนิ่งควรยกเว้นร้านอาหารลักษณะนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของการดำรงชีวิต เพราะการสังสรรค์ในลักษณะการรื่นเริงหรือพักผ่อนเป็นชีวิตปกติไม่ควรกำหนดเป็นโซนนิ่ง แต่ยังควบคุมให้สถานที่ตั้งห่างจาก วัด โรงเรียน และหอพักนักศึกษาตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สถานบริการ
#ไฟไหม้โรงเบียร์
#ผู้ตรวจสอบอาคาร
#วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย

เริ่มแล้ว ก็ต้องเดินต่อให้สุดซอยนะครับ
17/07/2026

เริ่มแล้ว ก็ต้องเดินต่อให้สุดซอยนะครับ

UPDATE :​ ผู้ว่าฯ กทม. สั่งตรวจเชิงรุกสถานประกอบการทั่วกรุง ตั้งกรรมการสอบเจ้าหน้าที่ เตรียมหารือรัฐรื้อกฎหมายโซนนิ่งสถานบริการ ไม่ตอบโจทย์เมืองขยายตัว

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนภายหลังการเป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 7/2569 โดยเน้นย้ำถึงมาตรการยกระดับความปลอดภัยในสถานประกอบการทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายหลังเกิดโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ร้านอาหารกึ่งสถานบันเทิงในย่านลาดพร้าว พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบเชิงรุกและบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดกับสถานบันเทิงทุกรูปแบบ แม้จะตั้งอยู่นอกพื้นที่ควบคุม (Zoning) ก็ตาม

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้สรุปยอดความสูญเสียจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ย่านลาดพร้าว ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตรวม 30 ราย (อยู่ระหว่างการพิสูจน์อัตลักษณ์ 3 ราย) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 76 ราย ซึ่งแพทย์ได้อนุญาตให้ผู้ป่วยกลุ่มอาการเล็กน้อยกลับบ้านได้แล้ว 36 ราย

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว พบอุปสรรคสำคัญ

⚈ การใช้วัสดุตกแต่งที่เป็นอันตราย: มีการประดับตกแต่งสถานที่ด้วยดอกไม้พลาสติกและโฟมซับเสียง ซึ่งกฎหมายควบคุมร้านอาหาร ไม่ได้มีข้อกำหนดครอบคลุมถึงการใช้วัสดุลามไฟในลักษณะเดียวกับกฎหมายควบคุมสถานบริการ

⚈ สิ่งกีดขวางเส้นทางหนีไฟ: ประตูทางออกฉุกเฉินมีการล็อกกลอนด้านบน และบริเวณเส้นทางออกฝั่งห้องครัวมีสิ่งกีดขวาง อาทิ กล่องเครื่องดื่มและตู้เย็น

⚈ ช่องโหว่การจดทะเบียนสถานประกอบการ: อาคารเกิดเหตุไม่ได้เข้าข่ายเป็นสถานบริการ แต่จดทะเบียนในรูปแบบร้านอาหารและสถานที่เก็บวัตถุอันตราย ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติพบว่าผ่านการประเมินในเดือนธันวาคม 2568 และเมษายน 2569 โดยคาดว่าอาจมีการจัดเตรียมสถานที่ให้สมบูรณ์ก่อนเจ้าหน้าที่เข้าตรวจ ทำให้รอดพ้นจากการถูกสั่งปิดกิจการ

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ว่ามีข้อบกพร่อง ละหลวม หรือมีระเบียบข้อบังคับใดที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ชัชชาติ ได้มอบนโยบายให้ทุกสำนักงานเขตดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการเชิงรุกอย่างเข้มงวด

⚈ ปรับเกณฑ์ประเมินให้เข้มงวดขึ้น: ให้นำมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการ (เช่น ระบบสปริงเกอร์ ทางหนีไฟ และการใช้วัสดุลามไฟ) มาประยุกต์ใช้เป็นเกณฑ์ตรวจสอบร้านอาหารที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ

⚈ สุ่มตรวจนอกเวลาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า: สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจในเวลาทำการจริง เพื่อทดสอบระบบความปลอดภัยขณะมีผู้ใช้บริการหนาแน่น เช่น การทดสอบระบบไฟฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุตัดไฟ และตรวจสอบสิ่งกีดขวางบริเวณทางเดิน

⚈ บูรณาการกฎหมายฉบับอื่นเข้าบังคับใช้: มอบหมายให้ นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวบรวมอำนาจตามกฎหมายอื่นที่กรุงเทพมหานครมีอำนาจบังคับใช้ เช่น พระราชบัญญัติการสาธารณสุข หรือกฎหมายด้านอาชีวอนามัย มาประยุกต์ใช้เพื่อสั่งการให้ผู้ประกอบการปรับปรุงความปลอดภัย หากพบร้านที่มีความเสี่ยงอันตรายสูง จะต้องหาช่องทางกฎหมายเพื่อสั่งปิดกิจการทันที

⚈ ประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด: ให้ทุกสำนักงานเขตจัดทำบัญชีรายชื่อร้านอาหารหรือร้านกึ่งสถานบริการที่ฝ่าฝืนเปิดให้บริการหรือจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อส่งให้ปลัดกรุงเทพมหานครรวบรวมและส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจับกุม โดยต้องรายงานและปรับปรุงข้อมูลพื้นที่เสี่ยงทุก ๆ 1 เดือน

ชัชชาติ ยังได้กล่าวถึงปัญหาของการกำหนดพื้นที่ควบคุม (Zoning) สถานบริการ ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 3 แห่ง ได้แก่ พัฒน์พงษ์, RCA และรัชดาภิเษก ว่าเป็นกฎหมายที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของเมือง ส่งผลให้ค่าเช่าที่ดินในโซนดังกล่าวมีราคาสูง ผู้ประกอบการจึงเลี่ยงไปเปิดกิจการนอกเขตโซนนิ่งและจดทะเบียนเป็นร้านอาหารแทน ทำให้มาตรฐานความปลอดภัยถูกละเลย

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครระบุว่า ได้หารือด้วยวาจากับนายกรัฐมนตรีแล้ว เพื่อเตรียมประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยในการทบทวนรูปแบบโซนนิ่งใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการจัดระเบียบ เน้นการป้องกันเหตุเดือดร้อนรำคาญ และบังคับให้สถานบริการทุกแห่งต้องมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นการออกประกาศข้อบัญญัติที่สามารถทบทวนพื้นที่อนุญาตได้ทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและบริบทของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับกรณีการช่วยเหลือผู้ประสบภัย กรุงเทพมหานครได้รับรายงานว่าผู้บาดเจ็บบางรายถูกสถานพยาบาลเอกชนเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลในราคาสูงถึง 200,000 บาท รวมถึงปัญหาการจัดการร่างผู้เสียชีวิต ในการนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้มอบหมายให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้าไปติดตามดูแล อำนวยความสะดวก และเร่งให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบทุกรายอย่างเร่งด่วนที่สุด

📢 สมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้สถานบริการย่านลาดพร้าว📅 วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569🕝 เวลา 14.30 น.ส...
14/07/2026

📢 สมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้สถานบริการย่านลาดพร้าว

📅 วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569
🕝 เวลา 14.30 น.

สมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร ส่งผู้แทนลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้สถานบริการย่านลาดพร้าว เพื่อประเมินความเสียหายเบื้องต้นด้านโครงสร้างอาคารและความปลอดภัย เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการตามหลักวิศวกรรมและมาตรฐานความปลอดภัยของอาคาร

ผู้แทนสมาคมผู้ตรวจสอบอาคารที่เข้าร่วมลงพื้นที่ ประกอบด้วย
👤 ดร.พิชญะ จันทรานุวัฒน์
นายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร

👤 นายชะริด ภู่อมรรัตน์
กรรมการสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร

👤 นายรณรงค์ กระจ่างยศ
ที่ปรึกษาสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร

สมาคมผู้ตรวจสอบอาคารพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายในการตรวจสอบอาคารภายหลังเกิดเหตุอัคคีภัย เพื่อสนับสนุนการใช้อาคารอย่างปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

🔴 [Live]  #ตอบโจทย์ : จาก ซานติก้า สู่ โรงเบียร์ ทำไม…? โศกนาฏกรรม "ซ้ำรอยเดิม" (13 ก.ค. 69)ร่วมสนทนาประเด็น• บทเรียนจาก...
13/07/2026

🔴 [Live] #ตอบโจทย์ : จาก ซานติก้า สู่ โรงเบียร์ ทำไม…? โศกนาฏกรรม "ซ้ำรอยเดิม" (13 ก.ค. 69)

ร่วมสนทนาประเด็น
• บทเรียนจากกรณีเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว วิเคราะห์เทียบเคียงกับกรณีซานติก้า ผับ และแนวทางป้องกันการเกิดเหตุซ้ำในสถานที่อื่น

ผู้ร่วมรายการ
• พิชญะ จันทรานุวัฒน์ | นายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร

ผู้ดำเนินรายการ
กรุณา บัวคำศรี

📌 รับชมทาง #ช่องหมายเลข3

https://www.facebook.com/share/v/1JBL5kYK3M/?mibextid=wwXIfr

https://www.facebook.com/share/v/18XWYKtrtC/?mibextid=wwXIfr

12/07/2026

จบมหาวิทยาลัยแล้ว ยังต้องกลับไปเรียน "โรงเรียนช่าง"
จีนกำลังทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง
สิ่งที่น่าสนใจคือ...
คนที่กลับไปเรียน ไม่ใช่คนเรียนไม่เก่ง
แต่เป็น "บัณฑิตมหาวิทยาลัย"
และตอนนี้
หลายมณฑลของจีนกำลังเปิด "คลาสช่างเทคนิคสำหรับนักศึกษา"
เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้คนที่มีปริญญา ได้กลับมาเรียนทักษะวิชาชีพอีกครั้ง
หลายปีที่ผ่านมา จีนเจอปัญหาที่ดูย้อนแย้ง
นักศึกษาจบใหม่จำนวนมากบอกว่าหางานยาก
ขณะที่บริษัทจำนวนมากกลับบอกว่าหาคนไม่ได้
ไม่ใช่เพราะไม่มีคนสมัคร
แต่เพราะคนที่จบมา ยังขาดทักษะที่ใช้ทำงานจริง
จีนจึงเริ่มสร้างโมเดลใหม่ที่เรียกว่า
"คลาสช่างเทคนิคสำหรับนักศึกษา"
คือ เปิดหลักสูตรสำหรับ "คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว"
ให้กลับมาเรียนทักษะเฉพาะทางเพิ่มเติม ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ล่าสุด
มณฑลยูนนานเปิดคลาสรุ่นแรกอย่างเป็นทางการ
คัดเลือกนักศึกษาเพียง 200 คน
จากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย 54 แห่งทั่วมณฑล
โดยเรียนในสาขาที่ตลาดกำลังต้องการ
เช่น
* เทคโนโลยีการใช้งานโดรน
* วิศวกรรมรถยนต์พลังงานใหม่และรถอัจฉริยะ
สิ่งที่ต่างจากการเรียนทั่วไป
คือ โครงการนี้ไม่ได้สอนอย่างเดียว
แต่ทำเป็นระบบครบวงจร
ตั้งแต่ฝึกทักษะ
สอบรับรองมาตรฐานฝีมือ
จับคู่กับบริษัท
ไปจนถึงช่วยหางาน หรือแม้แต่ช่วยคนที่อยากเริ่มธุรกิจ
เป้าหมายของโครงการมี 3 ข้อ
ยกระดับทักษะของผู้เรียน 100%
ให้บริการจัดหางาน 100%
และผู้ที่ต้องการทำงาน ต้องได้รับการจ้างงาน 100%
กรุงปักกิ่งก็เดินหน้าเรื่องนี้เช่นกัน
ตั้งแต่ปี 2025
ได้เปิดคลาสช่างเทคนิคสำหรับนักศึกษารุ่นแรก
ร่วมมือกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมวงจรรวม
(Integrated Circuit หรือ อุตสาหกรรมผลิตชิป)
ใช้รูปแบบ "มหาวิทยาลัยและบริษัทสร้างคนร่วมกัน"
เรียนไปพร้อมกับการทำงานจริง
ปีนี้ ปักกิ่งเตรียมเปิดเพิ่มอีก 6 คลาส
ครอบคลุมสาขาที่จีนกำลังต้องการอย่างมาก
เช่น
การผลิตอัจฉริยะ
ชีวเภสัชภัณฑ์
วงจรรวม
รถยนต์พลังงานใหม่
สื่อดิจิทัล
ไม่ใช่แค่ปักกิ่ง
ตอนนี้หลายพื้นที่ของจีน
เช่น
ปักกิ่ง
เจ้อเจียง
กวางตุ้ง
ซานตง
แอนฮุย
และไห่หนาน
ต่างออกนโยบายสนับสนุนโรงเรียนช่างให้เปิดหลักสูตรลักษณะนี้

คนรุ่นใหม่เองก็เริ่มมองว่าการกลับไปเรียนทักษะเพิ่ม "คุ้ม"
รายงานการสำรวจขีดความสามารถในการจ้างงานของนักศึกษาปี 2024
ของ 智联招聘 (จื้อเหลียนเจาปิ่น)
พบว่า
52.2% ของบัณฑิตเชื่อว่า
การกลับไปเรียนทักษะวิชาชีพ จะช่วยเพิ่มโอกาสหางานได้มากขึ้น
43.2% มองว่า การมีทักษะเพิ่มอีกอย่าง
เท่ากับมีทางเลือกในอาชีพเพิ่มขึ้น
33.2% เห็นว่า เป็นโอกาสสะสมประสบการณ์การทำงานจริง
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมินมองว่า
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า
มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย กำลังผลิตคน "ช้ากว่าตลาด"
หลักสูตรหลายแห่งยังไม่ทันกับความต้องการของอุตสาหกรรม

ข้อมูลจากสถาบันวิจัย 麦可思研究院 (ไมเค่อซือ)
ก็สะท้อนเรื่องเดียวกัน
บัณฑิตสาขาปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นปี 2025 ระบุว่า
54% มองว่ามหาวิทยาลัยยังให้โอกาสฝึกงานและลงมือปฏิบัติจริงน้อยเกินไป
52% มองว่าเนื้อหาหลักสูตรบางส่วนล้าสมัย หรือใช้งานจริงได้ไม่มาก
เพราะเหตุนี้
มหาวิทยาลัยจีนจำนวนมากจึงเริ่มจับมือกับบริษัทโดยตรง
เปิดวิทยาลัยร่วม
สร้างห้องทดลองร่วม
สร้างหลักสูตรร่วม
และบางแห่งถึงขั้นเอา "โรงงาน" มาเป็นห้องเรียน
เพื่อให้สิ่งที่เรียน เชื่อมกับสิ่งที่ตลาดต้องการจริง
จีนไม่ได้มองว่า "ปริญญา" เพียงอย่างเดียวเพียงพออีกต่อไป
แต่กำลังพยายามทำให้ "วุฒิการศึกษา" กับ "ทักษะฝีมือ" เดินไปด้วยกัน
เพราะสุดท้าย สิ่งที่บริษัทต้องการ ไม่ใช่แค่คนที่เรียนจบ
แต่คือคนที่ทำงานได้จริง

ข้อมูลจาก Tencent news

#บุญไชน่าเล่าเรื่องจีน #เล่าเรื่องจีน #การศึกษาจีน #ตลาดแรงงานจีน #ทักษะอาชีพ

[เปิดตัวทีมผู้สมัคร “COE for All”]ดัน 7 นโยบาย เพื่อวิศวกรไทยและประเทศไทยสู่การเลือกตั้งกรรมการสภาวิศวกร สมัยที่ 9เพราะ ...
11/07/2026

[เปิดตัวทีมผู้สมัคร “COE for All”]
ดัน 7 นโยบาย เพื่อวิศวกรไทยและประเทศไทย
สู่การเลือกตั้งกรรมการสภาวิศวกร สมัยที่ 9
เพราะ “วิศวกรไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก” COE for All พร้อมขับเคลื่อนบทบาทวิศวกรไทย
ให้เป็นกลไกหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ทันสมัย โปร่งใส และมุ่งผลลัพธ์ที่ทำได้จริง
🌐 สายวิชาชีพ [24(1)]:
เลขที่สมัคร (24>>31)
(24) ดร.เกชา ธีระโกเมน
(ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันอาคารเขียวไทย & อดีตเลขาธิการสภาวิศวกร)
(25) ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร
(อดีตเลขาธิการสภาวิศวกร & นายกสมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมฯ)
(26) รศ.ดำรงค์ ทวีแสงสกุลไทย
(อดีต Chair Professor ด้านนวัตกรรม จุฬาฯ & อดีตประธานสาขาอุตสาหการ EIT&COE)
(27) ดร.พิชญะ จันทรานุวัฒน์
(นายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร & อดีตกรรมการ/เหรัญญิกสภาวิศวกร)
(28) คุณอรรณพ กิ่งขจี
(อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมปรับอากาศและระบายอากาศ & วิศวกรปรับอากาศดีเด่น)
(29) คุณธีรภพ พงษ์พิทยาภา
(อดีตนายกสมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย)
(30) ดร.เริงณรงค์ รัตนปรีชาเวช
(ผู้เชี่ยวชาญและนักเขียนด้านการจัดการงานก่อสร้าง)
(31) คุณพิสิฐ กาญจนรุจิวุฒิ
(อดีตอนุกรรมการแผ่นดินไหวและแรงลม วสท.)

🌐 สายอาจารย์ [24(2)]:
(7) รศ.ดร.ประกอบ สุรวัฒนาวรรณ
(อดีตรองคณบดีวิศวฯ เกษตรศาสตร์ & วิศวกรปรับอากาศดีเด่น)

✨ ชู 7 นโยบายพลิกโฉมวิศวกรไทย สู่เวทีโลก!🌍
1️⃣ ขับเคลื่อนวิศวกรรม สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน Net Zero
ส่งเสริมวิศวกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด ลดคาร์บอน สร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจและสังคมไทย
2️⃣ เพิ่มศักยภาพวิศวกรด้วย AI และเทคโนโลยีดิจิทัล AI for Engineers
ยกระดับความรู้และทักษะด้าน AI, Digital, Data และเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของวิศวกรไทย
3️⃣ รวมพลังองค์กรวิชาชีพ
ทำงานร่วมกันระหว่างสภาและองค์กรวิชาชีพ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ พัฒนาความรู้ และมาตรฐานวิชาชีพให้เข้มแข็ง
4️⃣ Fast-track ยกระดับ และเลื่อนระดับใบอนุญาต
ปรับกระบวนการให้รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม ด้วยระบบดิจิทัล สนับสนุนการเลื่อนระดับของวิศวกรเฉพาะทาง เช่น อาจารย์ ผู้บริหารควบคุมงานก่อสร้าง ผู้สำรวจปริมาณในงานก่อสร้าง ให้เป็นวิศวกรควบคุม
5️⃣ พาวิศวกรไทยสู่เวทีโลก
สร้างโอกาสในการทำงานและแลกเปลี่ยนความรู้ระดับสากล สนับสนุนการรับรองมาตรฐานวิชาชีพสากล และความร่วมมือระหว่างประเทศ
6️⃣ วิศวกรเพื่อสังคม
เป็นที่พึ่งของประชาชนในยามวิกฤต และสร้างคุณค่าให้สังคม พร้อมยกระดับจริยธรรมและชุมชนอย่างมืออาชีพ
7️⃣ ปกป้องสิทธิวิศวกรไทย
ยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และคุ้มครองวิชาชีพวิศวกร
⚡สนับสนุนนโยบายทั้ง 7 ข้อ โปรดเลือก COE for All ยกทีม เพื่อสภาวิศวกรที่เข้มแข็ง = วิศวกรไทยเข้มแข็ง = ประเทศไทยแข็งแรง⚡
#สภาวิศวกร #เลือกตั้งสภาวิศวกร #วิศวกรไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

ที่อยู่

81/54, Soi Phumichit, Rama 4 Road , Prakanong, Khlong Toei
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+6623925375

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Fusion Fire Safetyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Fusion Fire Safety:

ทางลัด

แชร์