Speciallabcenter สเปเชียลแล็บเซ็นเตอร์ คือคลินิกเทคนิคการแพทย์ ให้บริการตรวจวิจัยทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ทุกด้าน อย่างมีคุณภาพ ด้วยราคาย่อมเยา

- บริษัท สเปเชียลแล็บเซ็นเตอร์ จำกัด (Speciallabcenter Co., Ltd.) หรือคลินิกเทคนิคการแพทย์สเปเชียลแล็บเซ็นเตอร์ (SLC) จดทะเบียนนิติบุคคลก่อตั้งเมื่อ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2528 เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0105528018055
- SLC มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการให้บริการรับวินิจฉัยโรค ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ทุกชนิด
- SLC คือ ศูนย์แล็บทางการแพทย์ ให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการสาขาโลหิตวิทยา จุลทรรศน์ศาสตร์คลิ

นิก เคมีคลินิก อิมมูนวิทยา พิษวิทยา และอณูชีวโมเลกุล
- ผู้ใช้บริการ SLC ได้แก่โรงพยาบาล คลินิกการแพทย์ต่างๆ หน่วยบริการตรวจสุขภาพ ศูนย์ห้องปฏิบัติการเอกชนอื่น สถาบันวิจัย รวมถึงประชาชนที่สนใจต้องการทราบภาวะสุขภาพของตนเอง
- สามารถติดต่อ SLC ได้ทาง
โทร. 02-6784160 ถึง 3,
อีเมล์ [email protected]
และ Line ID 026784160
- ในภาวะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้ใช้บริการและบุคคลภายนอกที่มาติดต่อ ต้องสวมหน้ากากอนามัย และใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อที่มือก่อนเข้ามาในพื้นที่ของบริษัท

*** ชุดถาม-ตอบ (Q&A) ตอนที่ 6 เกี่ยวกับการตรวจหาภาวะไตเสื่อม ไตรั่ว ซึ่งนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CK...
12/05/2026

*** ชุดถาม-ตอบ (Q&A) ตอนที่ 6 เกี่ยวกับการตรวจหาภาวะไตเสื่อม ไตรั่ว ซึ่งนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CKD) ***

Q. เล่นกล้าม กินอาหารเสริมโปรตีน ไปตรวจเลือดได้ค่า creatinine ค่อนข้างสูง ค่าไต eGFR จึงต่ำ แต่ตรวจปัสสาวะทั่วไป ผลก็ปกติ จะมีวิธีใดที่ช่วยดูว่าไตไม่ได้เสื่อม

A. สำหรับคนที่ออกกำลังกายแบบสร้างกล้ามเนื้อและทานโปรตีนสูง ค่า Creatinine มักจะสูงกว่าคนทั่วไป (เพราะ Creatinine คือของเสียที่มาจากกล้ามเนื้อ) ทำให้เมื่อนำไปคำนวณค่า eGFR จึงได้ค่าที่ "ต่ำหลอก" (False Low) ทั้งที่ไตยังแข็งแรงดี

** หากผลปัสสาวะทั่วไป (Urinalysis) ปกติแล้ว คุณสามารถใช้ "วิธีตรวจสอบยืนยัน" ที่แม่นยำกว่าสำหรับสายเล่นกล้ามได้ดังนี้:

1. ตรวจเลือดหาค่า Cystatin C (แนะนำที่สุด)
นี่คือวิธีที่ "จบปัญหา" สำหรับคนเล่นกล้าม
- ทำไมถึงดีกว่า: ค่า Cystatin C เป็นโปรตีนที่สร้างจากเซลล์ที่มีนิวเคลียสทุกชนิดในร่างกาย ไม่เกี่ยวกับมวลกล้ามเนื้อและอาหารที่กิน
- ความแม่นยำ: แพทย์จะนำค่า Cystatin C มาคำนวณค่า eGFR แทนการใช้ Creatinine (เรียกว่า eGFR-Cystatin C)
- การแปลผล: ถ้าค่า eGFR จาก Cystatin C ออกมาสูง (ปกติ) แสดงว่าค่า eGFR ตัวเดิมที่ต่ำนั้นเกิดจากมวลกล้ามเนื้อของคุณเอง ไม่ใช่โรคไต

2. ตรวจค่า UACR (Urine Albumin-to-Creatinine Ratio)
แม้ปัสสาวะปกติ (Dipstick: Negative) แต่การตรวจ UACR จะช่วยยืนยัน:
- ถ้าค่า UACR < 30 mg/g แปลว่าไม่มี "ไข่ขาวรั่วระดับไมโคร"
- เป็นการยืนยันว่าโครงสร้างตัวกรองไต (Glomeruli) ยังสมบูรณ์ 100%

3. การเตรียมตัวก่อนตรวจเลือดครั้งหน้า (Re-test)
หากไม่อยากตรวจ Cystatin C ให้ลองตรวจ Creatinine ซ้ำโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3-5 วันก่อนตรวจดังนี้:
- งดออกกำลังกายหนัก: เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อสลายตัวจน Creatinine พุ่งสูง
- งดอาหารเสริมโปรตีนและเนื้อสัตว์สีแดง: เพื่อลดปริมาณสารตั้งต้นของ Creatinine
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ป้องกันภาวะเลือดข้นจากการขาดน้ำ (Dehydration)
- งดอาหารเสริมประเภท Creatine: (ถ้าทานอยู่) เพราะจะทำให้ค่า Creatinine ในเลือดสูงขึ้นโดยตรง

** สรุป: ต้องกังวลหรือไม่?
- ในนักกล้ามที่ ร่างกายปกติ / ปัสสาวะปกติ / ความดันปกติ แต่ eGFR ต่ำ:
ส่วนใหญ่เกิดจาก "มวลกล้ามเนื้อ" และ "อาหาร"
ไตไม่ได้เสื่อมจริง แต่เป็นข้อจำกัดของ สูตรคำนวณ (CKD-EPI) ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อคนที่มีมวลกล้ามเนื้อมากกว่ามาตรฐาน
- หากคุณต้องการพิสูจน์ให้ชัดเจนเพื่อความสบายใจ คำแนะนำ:
ลองไปที่แล็บหรือโรงพยาบาล แล้วขอตรวจ "Serum Cystatin C"
หรือตรวจ "UACR" ควบคู่กันไป
หากผล Cystatin C ออกมาปกติ คุณก็สามารถออกกำลังกายและทานโปรตีนต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวล

** ข้อควรทราบสำหรับนักเพาะกาย และทานอาหารเสริมเพิ่มกล้ามเนื้อ **
* หากทาน Creatine Monohydrate เป็นอาหารเสริมสำหรับนักกีฬา คนเล่นกล้าม เพิ่มพละกำลัง จะมีผลโดยตรงต่อการตรวจเลือด แต่โดยส่วนใหญ่ "ไม่ได้ทำให้ไตเสื่อม" ในคนที่มีสุขภาพปกติ เพียงแต่จะทำให้ผลเลือดดูเหมือนคนเป็นโรคไตเท่านั้น

* ผลต่อค่าเลือดที่คุณตรวจ (The "False" Alarm)
1.ค่า Creatinine สูงขึ้นแน่นอน:
- Creatine ที่คุณกินเข้าไป จะสลายตัวตามธรรมชาติกลายเป็น Creatinine
- เมื่อของเสียตัวนี้ในเลือดสูงขึ้น สูตรคำนวณจะมองว่าไตคุณกรองทิ้งไม่ทัน
- ส่งผลให้ค่า eGFR ต่ำลง จนน่าตกใจ (มักต่ำกว่า 60) ทั้งที่ไตทำงานปกติ
2. มันคือ "ค่าลวง":
- ในกรณีนี้ Creatinine ที่สูง ไม่ได้มาจากไตทำงานแย่ลง แต่มาจาก "สารตั้งต้น" (Creatine) ที่คุณกินเข้าไปเพิ่มขึ้น
- เปรียบเหมือนมีขยะหน้าบ้านเยอะขึ้น เพราะคุณขนเข้ามาเอง ไม่ใช่เพราะเทศบาล (ไต) ขี้เกียจเก็บ
* ผลต่อไต (ในแง่การทำงานจริง)
- คนสุขภาพปกติ: งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าการทาน Creatine ในโดสมาตรฐาน (3-5 กรัมต่อวัน) ไม่ทำลายไต ในระยะยาว
- คนที่มีโรคไตอยู่แล้ว: หากมีภาวะไตเสื่อมอยู่ก่อน "ควรหลีกเลี่ยง" เพราะจะทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้นในการขับของเสียส่วนเกิน และอาจทำให้โรคแย่ลงได้
* วิธีจัดการหากต้องตรวจเลือดครั้งหน้า
หากคุณยังต้องการทาน Creatine และอยากเห็นค่าไตที่ "แท้จริง" แนะนำทำดังนี้:
- หยุดทาน Creatine: ล่วงหน้าอย่างน้อย 7-14 วัน ก่อนการเจาะเลือด เพื่อให้ร่างกายขับส่วนเกินออกไปให้หมด
- ดื่มน้ำมากๆ: Creatine ดึงน้ำเข้ากล้ามเนื้อ หากดื่มน้ำน้อยอาจเกิดภาวะขาดน้ำชั่วคราว ซึ่งส่งผลเสียต่อไตได้
- แจ้งแพทย์: ควรบอกหมอทุกครั้งว่า "ผมทาน Creatine เสริมอยู่" หมอจะได้ไม่วินิจฉัยผิดพลาดว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง (CKD)
- ตรวจ Cystatin C: ตามที่แนะนำไปก่อนหน้า เพราะค่านี้ ไม่ถูกรบกวนโดย Creatine ที่คุณกินเข้าไปเลยแม้แต่นิดเดียว

** สรุปสั้นๆ
ถ้าคุณเป็นคนเล่นกล้ามที่ทาน Creatine:
- ค่า Creatinine จะสูง
- ค่า eGFR จะต่ำ
- แต่ ไตไม่ได้พัง (ถ้าไม่มีโรคประจำตัวอื่น)
หากคุณกังวลเรื่องนี้เป็นพิเศษ แนะนำให้ลองตรวจ UACR (หาโปรตีนรั่ว) ควบคู่ไปกับการตรวจเลือดครั้งหน้า เพราะถ้าไม่มีโปรตีนรั่ว ก็เป็นหลักฐานสำคัญว่าไตยังแข็งแรงดี

12/05/2026
*** ชุดถาม-ตอบ (Q&A) ตอนที่ 5 เกี่ยวกับการตรวจหาภาวะไตเสื่อม ไตรั่ว ซึ่งนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CK...
11/05/2026

*** ชุดถาม-ตอบ (Q&A) ตอนที่ 5 เกี่ยวกับการตรวจหาภาวะไตเสื่อม ไตรั่ว ซึ่งนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CKD) ***

Q. ผลตรวจ uric acid ในเลือดมีค่าสูง จะเกี่ยวกับโรคไตเสื่อมหรือไม่

A. ค่า Uric Acid (กรดยูริก) ที่สูงในเลือดมีความสัมพันธ์กับ โรคไต อย่างใกล้ชิด โดยมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์แบบ "สองทิศทาง" คือยูริกที่สูงอาจทำให้ไตเสื่อม และไตที่เสื่อมก็ส่งผลให้ยูริกสูงขึ้นได้

* ความสัมพันธ์ระหว่างกรดยูริกและโรคไต

1. เมื่อยูริกสูง "ทำร้าย" ไต (Uric Acid → Kidney Damage)
หากระดับกรดยูริกสูงเกินไป (Hyperuricemia) นานๆ อาจส่งผลต่อไตดังนี้:
- ผลึกนิ่วในไต: กรดยูริกสามารถตกตะกอนเป็นผลึกนิ่ว (Urate stones) อุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ทำให้เกิดการอักเสบหรือการติดเชื้อ
- การอักเสบภายใน: งานวิจัยพบว่ายูริกที่สูงมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในหลอดเลือดของไต ส่งผลให้ความดันภายในไตสูงขึ้นและทำให้เนื้อเยื่อไตค่อยๆ เสื่อมลง
- โรคแทรกซ้อน: ยูริกสูงมักมาคู่กับความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ซึ่งทั้งสองโรคนี้เป็นสาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรัง

2. เมื่อไตเสื่อม "ทำให้" ยูริกสูง (Kidney Damage → Uric Acid)
- การกำจัดลดลง: ปกติร่างกายจะขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะประมาณ 70%
- การสะสม: เมื่อค่า eGFR ลดลง (ไตกรองได้น้อยลง) ความสามารถในการขับกรดยูริกก็ลดตามไปด้วย ทำให้ค่ากรดยูริกในเลือดพุ่งสูงขึ้น

** ค่ากรดยูริกสูงแค่ไหนถึงน่ากังวล?
- ค่าปกติทั่วไป: มักอยู่ระหว่าง 3.5 - 7.2 mg/dL (อาจต่างกันเล็กน้อยตามเกณฑ์แต่ละห้องแล็บ)
- ภาวะยูริกสูง: หากค่า มากกว่า 7 mg/dL ต่อเนื่องกันนานๆ แพทย์อาจเริ่มพิจารณาเรื่องความเสี่ยงต่อโรคเกาต์หรือนิ่วในไต

** สังเกตอาการข้างเคียง
แม้ค่า eGFR จะต่ำและยูริกจะสูง แต่ถ้าไม่มีอาการเหล่านี้ อาจยังไม่ใช่ระยะอันตราย:
- ข้ออักเสบ: ปวด บวม แดง ร้อน ตามข้อ (โดยเฉพาะหัวแม่เท้าหรือข้อเท้า)
- นิ่ว: ปวดหลังร้าวลงไปถึงขาหนีบ หรือปัสสาวะมีเลือดปน

** คำแนะนำสำหรับการจัดการ
หากคุณกังวลเรื่องค่าไตและยูริกสูงพร้อมกัน ควรเริ่มปรับพฤติกรรมดังนี้:
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ช่วยเจือจางกรดยูริกและช่วยให้ไตขับของเสียได้ง่ายขึ้น
- เลี่ยงอาหารพิวรีนสูง: เช่น เครื่องในสัตว์, ยอดผักบางชนิด, สัตว์ปีก และอาหารทะเลบางประเภท
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: โดยเฉพาะเบียร์ ซึ่งมีพิวรีนสูงมาก
- เลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน: น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) ในน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้ขวด จะกระตุ้นการสร้างกรดยูริกในร่างกาย

*** ชุดถาม-ตอบ (Q&A) ตอนที่ 4 เกี่ยวกับการตรวจหาภาวะไตเสื่อม ไตรั่ว ซึ่งนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CK...
08/05/2026

*** ชุดถาม-ตอบ (Q&A) ตอนที่ 4 เกี่ยวกับการตรวจหาภาวะไตเสื่อม ไตรั่ว ซึ่งนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CKD) ***

Q. หากตรวจปัสสาวะแบบทั่วไป ผลโปรตีนเป็นลบ จำเป็นต้องตรวจยืนยันว่าไตรั่ว ด้วยการตรวจ microalbumin หรือ UACR หรือไม่

A. หากผลตรวจปัสสาวะทั่วไป (Urinalysis/Dipstick) แสดงผล Protein เป็น Negative แต่มีค่า eGFR ต่ำกว่าปกติ แพทย์มักแนะนำให้ตรวจ UACR (Urine Albumin-to-Creatinine Ratio) เพิ่มเติม เนื่องจากมีความละเอียดแม่นยำกว่ามาก

* ทำไมควรตรวจ UACR ต่อ?
การตรวจปัสสาวะแบบทั่วไป (Dipstick) มีข้อจำกัดที่อาจทำให้เราวางใจผิดจุดได้:
- ความไวต่ำ (Low Sensitivity): แผ่นตรวจแบบจุ่มมักจะตรวจเจอโปรตีนก็ต่อเมื่อมีปริมาณมากแล้ว (เกิน 150-300 mg/day)
- ตรวจไม่พบ "ไมโครอัลบูมิน": หากไตเริ่มเสื่อมในระยะแรก โปรตีนจะรั่วออกมาเพียงเล็กน้อย (Microalbuminuria) ซึ่งแผ่นตรวจปกติจะขึ้นเป็น Negative แต่ UACR สามารถตรวจจับได้
- ความเข้มข้นปัสสาวะ: ผล Dipstick เปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณน้ำที่ดื่ม แต่ UACR ใช้ค่า Creatinine ในปัสสาวะมาหารเฉลี่ย ทำให้ได้ค่าที่เป็นมาตรฐานและแม่นยำกว่า

* ใครที่ "จำเป็น" ต้องตรวจ UACR แม้ผลปกติ?
หากคุณตกอยู่ในกลุ่มนี้ การตรวจ UACR คือมาตรฐานสำคัญในการคัดกรองโรคไตเรื้อรัง (CKD):
- มีค่า eGFR ต่ำกว่า 60: เพื่อยืนยันว่าการที่ค่าไตต่ำเกิดจากโรคไตจริงหรือไม่
- เป็นโรคเบาหวาน: เบาหวานมักทำให้มีโปรตีนขนาดเล็ก (Albumin) รั่วออกมาก่อนอาการอื่น
- เป็นโรคความดันโลหิตสูง: เพื่อดูว่าความดันเริ่มส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดในไตหรือยัง
- ประวัติครอบครัว: มีคนในครอบครัวเป็นโรคไต

* สรุปคำแนะนำ
ในกรณีของคุณที่ eGFR ต่ำ การตรวจ UACR หรือ Microalbumin จะช่วยตอบคำถามได้ชัดเจนที่สุดว่า:
- ถ้า UACR ปกติ (30 mg/g): แสดงว่าเริ่มมีความเสียหายที่ไตจริง แม้ร่างกายจะยังรู้สึกปกติก็ตาม

* หากต้องการคำนวณความเสี่ยงเพิ่มเติม ลองเช็กดูว่า:
- ในการตรวจครั้งล่าสุด คุณได้ตรวจ ความดันโลหิต ร่วมด้วยไหม และ ค่าความดัน อยู่ที่เท่าไหร่
- คุณมีโรคประจำตัวอย่าง เบาหวาน หรือ ภาวะไขมันในเลือดสูง หรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของสุขภาพไตได้ชัดเจนกว่าการดูค่า eGFR เพียงอย่างเดียว

*** ชุดถาม-ตอบ (Q&A) ตอนที่ 3 เกี่ยวกับการตรวจหาภาวะไตเสื่อม ไตรั่ว ซึ่งนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CK...
07/05/2026

*** ชุดถาม-ตอบ (Q&A) ตอนที่ 3 เกี่ยวกับการตรวจหาภาวะไตเสื่อม ไตรั่ว ซึ่งนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CKD) ***

Q. ผลเลือดค่าไต (eGFR) ต่ำผิดปกติ กลัวจะเป็นโรคไตเรื้อรัง (CKD) ทั้งที่ร่างกายปกติไม่มีอะไรส่อจะเป็นโรคไต มีสาเหตุอื่นไหมที่ทำให้ค่าไตต่ำ

A. ค่า eGFR ที่ต่ำลงในขณะที่ร่างกายยังปกติดี อาจไม่ได้แปลว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง (CKD) เสมอไป เนื่องจากค่านี้เป็นการ "คำนวณ" (Estimate) จากระดับของเสีย (Creatinine) ในเลือด ซึ่งมีปัจจัยภายนอกหลายอย่างที่ทำให้ค่าคลาดเคลื่อนได้

* สาเหตุอื่นที่ทำให้ค่า eGFR ต่ำ (นอกเหนือจากโรคไต)
หากคุณไม่มีอาการบวม ปัสสาวะผิดปกติ หรือความดันโลหิตสูง ค่า eGFR ที่ต่ำอาจเกิดจากปัจจัยชั่วคราวเหล่านี้:
- ภาวะขาดน้ำ (Dehydration): หากดื่มน้ำน้อยก่อนตรวจเลือด หรือร่างกายสูญเสียเหงื่อมาก เลือดจะข้นขึ้น ทำให้ไตกรองของเสียได้ช้าลงชั่วคราว
- การบริโภคโปรตีนสูง: การทานเนื้อสัตว์ปริมาณมาก หรือทานเวย์โปรตีนก่อนตรวจเลือด จะทำให้ระดับ Creatinine ในเลือดสูงขึ้น ส่งผลให้ค่า eGFR ที่คำนวณออกมาดูต่ำลง
- การออกกำลังกายหนัก: การออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อมาก (เช่น ยกเวท) ก่อนตรวจเลือด จะทำให้กล้ามเนื้อสลายตัวและปล่อย Creatinine ออกมาในกระแสเลือดมากขึ้น
- มวลกล้ามเนื้อมาก: คนที่มีรูปร่างบึกบึนหรือนักกีฬา มักจะมีค่า Creatinine พื้นฐานสูงกว่าคนปกติ ทำให้สูตรคำนวณ eGFR ให้ค่าที่ต่ำกว่าความเป็นจริง
- ยาบางชนิด: ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน) หรืออาหารเสริมบางประเภท อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตหรือการกรองของเสียชั่วคราว
- ความเสื่อมตามวัย: ปกติค่า eGFR จะค่อยๆ ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น (ประมาณ 1 หน่วยต่อปีหลังอายุ 40) แม้จะไม่มีโรคไตก็ตาม

* เมื่อไหร่ถึงจะวินิจฉัยว่าเป็น "โรคไตเรื้อรัง" (CKD)?
ทางการแพทย์จะไม่สรุปว่าเป็นโรคไตเรื้อรังจากการตรวจเลือดเพียงครั้งเดียว แต่ต้องเข้าเงื่อนไขดังนี้:
1. ค่า eGFR ต่ำกว่า 60 ติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน
2. ตรวจพบความผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น มีโปรตีน (ไข่ขาว) รั่วในปัสสาวะ หรือพบความผิดปกติจากการอัลตราซาวด์ไต

* ข้อแนะนำเบื้องต้น
- อย่าเพิ่งตกใจ: หากค่า eGFR อยู่ในช่วง 60-89 และไม่มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ แพทย์มักมองว่าเป็นการลดลงเพียงเล็กน้อยและจะนัดติดตามผล
- ตรวจซ้ำ: ลองพักผ่อนให้เพียงพอ งดออกกำลังกายหนัก และดื่มน้ำให้พอเพียงก่อนการตรวจเลือดครั้งถัดไปในอีก 3 เดือนข้างหน้า
- ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เป็นวิธีที่ช่วยยืนยันได้ดีมากว่ามี "ความเสียหาย" เกิดขึ้นกับไตจริงหรือไม่

*** ชุดถาม-ตอบ (Q&A) ตอนที่ 2 เกี่ยวกับการตรวจหาภาวะไตเสื่อม ไตรั่ว ซึ่งนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CK...
06/05/2026

*** ชุดถาม-ตอบ (Q&A) ตอนที่ 2 เกี่ยวกับการตรวจหาภาวะไตเสื่อม ไตรั่ว ซึ่งนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CKD) ***

Q. บุคคลทั่วไปอยากตรวจว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง ไตเสื่อม ไตรั่ว หรือไม่ ควรทำตามลำดับเป็นขั้นตอนอย่างไร

A. นี่คือลำดับขั้นตอนปฏิบัติ หรืออัลกอริทึม (Algorithm) สำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการคัดกรองโรคไตเรื้อรัง (CKD) เพื่อแยกแยะระหว่าง "โรคไตจริง" กับ "ค่าเลือดที่ผิดปกติชั่วคราว"

** ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง (CKD Diagnostic Pathway)

ขั้นที่ 1: การคัดกรองเบื้องต้น (Initial Screening)
เป็นการตรวจพื้นฐานที่ทำได้ในการตรวจสุขภาพประจำปี
- เจาะเลือด (Blood Test): ตรวจค่า Creatinine เพื่อนำไปคำนวณหาค่า eGFR
- ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): ดูว่ามีโปรตีนรั่ว (Protein), เม็ดเลือดแดง (Hematuria) หรือน้ำตาลปนออกมาหรือไม่
- วัดความดันโลหิต (Blood Pressure): หากสูงกว่า 140/90 mmHg สม่ำเสมอ จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

ขั้นที่ 2: การประเมินผลเบื้องต้น (Initial Assessment)
- หาก eGFR > 90 และปัสสาวะปกติ: ➡️ ปกติ (ตรวจซ้ำปีละครั้ง)
- หาก eGFR < 60 หรือ ปัสสาวะผิดปกติ: ➡️ เข้าข่ายสงสัย (ไปต่อขั้นที่ 3)
- หาก eGFR อยู่ระหว่าง 60-90: ➡️ ให้ดูผลปัสสาวะร่วมด้วย ถ้าปัสสาวะปกติอาจเป็นความเสื่อมตามวัย แต่ถ้าปัสสาวะผิดปกติถือว่าเริ่มมีความเสี่ยง

ขั้นที่ 3: แยกแยะปัจจัยรบกวน (Excluding Confounders)
ก่อนจะสรุปว่าเป็นโรคไต ต้องกำจัดปัจจัยที่ทำให้ค่าไต "ต่ำชั่วคราว" หรือ "ต่ำหลอก"
- พฤติกรรม: มีการเล่นกล้าม, กินเนื้อสัตว์ปริมาณมาก, ทานอาหารเสริม Creatine หรือออกกำลังกายหนักก่อนตรวจหรือไม่?
- สภาวะร่างกาย: มีภาวะขาดน้ำ (ท้องเสีย, เหงื่อออกมาก), เป็นไข้ หรือมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะขณะตรวจหรือไม่?
- ยา: ทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen) หรือยาสมุนไพรหรือไม่?
* Action: หากมีปัจจัยเหล่านี้ ให้ หยุดพฤติกรรมดังกล่าว 3-7 วัน แล้วตรวจซ้ำ

ขั้นที่ 4: การตรวจยืนยันความเสียหายของไต (Confirmatory Tests)
หากตรวจซ้ำแล้วค่ายังผิดปกติ ให้ใช้การตรวจที่ละเอียดขึ้น:
- ตรวจ UACR (Urine Albumin-to-Creatinine Ratio): เพื่อหา "โปรตีนรั่วระดับไมโคร" (แม่นยำกว่าการตรวจปัสสาวะปกติ)
- ตรวจ Cystatin C (กรณีคนกล้ามเยอะ): เจาะเลือดตรวจค่าที่ไม่ขึ้นกับมวลกล้ามเนื้อ เพื่อคำนวณ eGFR ใหม่ให้แม่นยำขึ้น
- อัลตราซาวด์ไต (Ultrasound): เพื่อดูขนาดไต (ไตเรื้อรังมักจะฝ่อเล็กลง) ดูนิ่ว หรือถุงน้ำในไต

ขั้นที่ 5: การวินิจฉัยสรุป (Final Diagnosis)
ทางการแพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็น โรคไตเรื้อรัง (CKD) ก็ต่อเมื่อ:
- พบความผิดปกติติดต่อกันเกิน 3 เดือน (Persistence): ไม่ว่าจะเป็นค่า eGFR ที่ต่ำกว่า 60 หรือการมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
* สรุป: หากตรวจครั้งเดียวแล้วค่าต่ำ แต่ 3 เดือนถัดมาตรวจใหม่แล้วปกติ จะไม่ถือว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง

* ตารางสรุปการตรวจ
ลำดับ การตรวจ จุดประสงค์
1 Creatinine / eGFR ดูความสามารถในการกรองของเสียเบื้องต้น
2 Urinalysis (UA) ดูความผิดปกติเบื้องต้นในปัสสาวะ
3 UACR (Urine Albumin) (สำคัญ) ยืนยันว่าเนื้อเยื่อไตได้รับความเสียหายจริงหรือไม่
4 Cystatin C ยืนยันค่าการกรองในคนที่ Creatinine เชื่อถือไม่ได้ (เช่น คนเล่นกล้าม)
5 Ultrasound ดูโครงสร้างทางกายภาพของไต
* หากคุณต้องการเริ่มตรวจอย่างจริงจัง แนะนำให้เริ่มจาก Creatinine + eGFR + ตรวจปัสสาวะทั่วไป ก่อน ถ้าตัวใดตัวหนึ่งผิดปกติ ค่อยขยับไปตรวจ UACR หรือ Cystatin C เป็นลำดับถัดไป

*** ชุดถาม-ตอบ (Q&A) ตอนที่ 1 เกี่ยวกับการตรวจหาภาวะไตเสื่อม ไตรั่ว ซึ่งนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CK...
05/05/2026

*** ชุดถาม-ตอบ (Q&A) ตอนที่ 1 เกี่ยวกับการตรวจหาภาวะไตเสื่อม ไตรั่ว ซึ่งนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease, CKD) ***

Q. อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้คนไทยมี ไตเสื่อม ไตรั่ว

A. สาเหตุที่ทำให้คนไทยประสบปัญหาไตเสื่อมและไตรั่วมีปัจจัยหลักที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและโรคประจำตัว โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 สาเหตุใหญ่ ดังนี้:

1. โรคเบาหวาน (Diabetic Nephropathy)
เป็นสาเหตุอันดับ 1 ของโรคไตเรื้อรังในไทย
- กลไก: น้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานจะทำลายหลอดเลือดเล็กๆ ในไต
- ผลลัพธ์: ทำให้ตัวกรองไตเสื่อม และเกิดภาวะ "ไตรั่ว" (โปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ) ในระยะแรก

2. โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)
เป็นสาเหตุที่พบบ่อยมาก และหลายคนมักไม่รู้ตัวว่าความดันสูง
- กลไก: แรงดันเลือดที่สูงเกินไปจะทำให้หลอดเลือดไตแข็งตัวและตีบลง
- ผลลัพธ์: เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ ทำให้ไตค่อยๆ ฝ่อและเสื่อมสภาพลง

3. พฤติกรรมการบริโภค "รสจัด" (High Sodium & Sugar)
คนไทยจำนวนมากบริโภคโซเดียมสูงกว่าค่าที่แนะนำถึง 2 เท่า
- โซเดียม: มาจากเครื่องปรุง (น้ำปลา, ปลาร้า), ผงชูรส, และอาหารแปรรูป ทำให้ไตทำงานหนักและดันความดันให้สูงขึ้น
- น้ำตาล: จากเครื่องดื่มรสหวาน (ชาไข่มุก, น้ำอัดลม) นำไปสู่โรคอ้วนและเบาหวาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อไตโดยตรง

4. การใช้ยาและสมุนไพรที่ไม่เหมาะสม (Drug-Induced Kidney Injury)
คนไทยมีนิสัยชอบซื้อยากินเองหรือกินตามคำบอกเล่า
- ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs: เช่น ยาแก้ปวดข้อ ปวดเส้น ที่กินต่อเนื่องนานๆ ส่งผลเสียต่อไตอย่างรุนแรง
- ยาสมุนไพร/ยาชุด: ยาหม้อ ยาลูกกลอน หรืออาหารเสริมบางชนิดที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจมีสารปนเปื้อนหรือมีฤทธิ์ทำลายเนื้อไตโดยตรง

5. โรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ (Kidney Stones)
พบมากโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ
- สาเหตุ: การดื่มน้ำน้อย และพฤติกรรมการกินอาหารที่มีสารก่อนิ่วสูง
- ผลลัพธ์: เมื่อนิ่วอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ จะทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ และนำไปสู่ไตเสื่อมถาวรหากไม่ได้รับการรักษา

* สรุปความแตกต่างที่น่าสนใจ
- ไตเสื่อม (CKD): มักเกิดจาก "ความดัน" และ "อายุ" ที่ทำให้ประสิทธิภาพการกรอง (eGFR) ลดลง
- ไตรั่ว (Proteinuria): มักเกิดจาก "เบาหวาน" หรือ "การอักเสบของหน่วยไต" (Glomerulonephritis) ซึ่งจะพบโปรตีนในปัสสาวะก่อนที่ค่า eGFR จะตก
หากคุณต้องการป้องกันแต่เนิ่นๆ การ "ลดเค็ม" และ "ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ" คือจุดเริ่มต้นที่ง่ายและได้ผลดีที่สุด
* ถ้าคุณต้องการประเมินความเสี่ยงของตัวเองเพิ่มเติม ให้ดูว่า:
- คุณมีโรคประจำตัวอย่าง เบาหวาน หรือ ความดัน ไหม?
- คุณมักจะมีอาการ ตัวบวม หรือ ปัสสาวะเป็นฟอง ผิดปกติบ้างหรือเปล่า?

หยุดวันแรงงานแห่งชาติ 1 วันครับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 2-3 พ.ค. เปิดตามปกติ
28/04/2026

หยุดวันแรงงานแห่งชาติ 1 วันครับ
วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 2-3 พ.ค. เปิดตามปกติ

การใช้ De Ritis ratio ช่วยแปลผลเอนไซม์ตับDe Ritis ratio (หรืออัตราส่วน AST/ALT) คือ ค่าที่ได้จากการนำค่าเอนไซม์ตับ 2 ตัว...
27/04/2026

การใช้ De Ritis ratio ช่วยแปลผลเอนไซม์ตับ

De Ritis ratio (หรืออัตราส่วน AST/ALT) คือ ค่าที่ได้จากการนำค่าเอนไซม์ตับ 2 ตัว คือ AST (SGOT) หารด้วย ALT (SGPT) เพื่อใช้เป็นดัชนีชี้วัดความเสียหายของตับ ช่วยแยกแยะสาเหตุของโรคตับและประเมินความรุนแรงของโรคได้ดีกว่าการดูค่าใดค่าหนึ่งเพียงอย่างเดียว

การคำนวณ: De Ritis Ratio = AST(SGOT) / ALT(SGPT)

การแปลผล De Ritis Ratio (AST/ALT Ratio)
โดยปกติค่าเฉลี่ยของ De Ritis ratio จะอยู่ที่ประมาณ 1:1 หรือต่ำกว่าเล็กน้อย

ค่าปกติ: อัตราส่วน < 1 (ALT สูงกว่าหรือใกล้เคียงกับ AST)
อัตราส่วน > 1 : บ่งบอกถึงความเสียหายของตับที่รุนแรงขึ้น หรือโรคตับเรื้อรัง เช่น โรคตับแข็ง
อัตราส่วน >= 2 : บ่งชี้อย่างชัดเจนถึง โรคตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcoholic Liver Disease) หรือโรคตับระยะสุดท้าย

สรุปสาเหตุจาก De Ritis Ratio
ค่า Ratio และ สาเหตุที่อาจเป็นไปได้
< 1 โรคไขมันพอกตับชนิดที่ไม่เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD), ไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน
> 1 โรคตับเรื้อรัง, พังผืดในตับ, ตับอักเสบจากการติดเชื้อเรื้อรัง
> 2 โรคตับจากแอลกอฮอล์, ตับแข็ง, โรคตับระยะรุนแรง
ข้อควรระวัง: การแปลผลต้องดูค่าของเอนไซม์ร่วมด้วย หากค่าเอนไซม์สูงมาก (เช่น > 200 U/L) อาจเป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลัน และควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยร่วมกับอาการอื่น

การที่ค่า De Ritis ratio มากกว่า 1 บ่งบอกว่าระดับ AST (Aspartate Aminotransferase) สูงกว่า ALT (Alanine Aminotransferase) ซึ่งมักเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงโรคตับในระยะลุกลาม, การอักเสบจากแอลกอฮอล์, หรือปัญหาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตับ ควรตรวจเลือดเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด ดังนี้
1. ตรวจการทำงานของตับส่วนอื่นๆ (Liver Function Test - Full Panel):
* GGT (Gamma-glutamyl transferase): หากสูงร่วมด้วย บ่งชี้สาเหตุจากแอลกอฮอล์ หรือโรคท่อน้ำดี
* Alkaline Phosphatase (ALP): ตรวจสอบภาวะท่อน้ำดีอุดตัน หรือมะเร็งตับ
* Bilirubin (Total & Direct): ดูภาวะตัวเหลืองตาเหลือง
* Albumin: ประเมินความสามารถในการสังเคราะห์โปรตีนของตับ (ถ้าต่ำอาจบอกถึงโรคตับเรื้อรัง)
2. ตรวจหาไวรัสตับอักเสบ (Viral Hepatitis Serology): ตรวจไวรัสตับอักเสบ B และ C (HBsAg, Anti-HCV) เนื่องจากค่า De Ritis > 1 อาจพบได้ในตับอักเสบเรื้อรัง
3. ตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อ (Creatine Kinase - CK หรือ CPK): หาก AST สูง แต่ ALT ปกติ หรือสูงเพียงเล็กน้อย อาจเกิดจากกล้ามเนื้อสลาย ไม่ใช่ตับ
4. ตรวจคัดกรองมะเร็งตับ (Alpha-fetoprotein - AFP): หากสงสัยความเสี่ยงมะเร็งตับ
5. ตรวจไขมันและน้ำตาลในเลือด: ประเมินความเสี่ยงโรคไขมันพอกตับหรือภาวะเมตาบอลิกซินโดรม

ส่วนการมีค่า De Ritis ratio ต่ำกว่า 1 หมายความว่าค่า ALT (Alanine Aminotransferase) สูงกว่า AST (Aspartate Aminotransferase) ซึ่งมักบ่งชี้ถึงภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) หรือโรคตับอักเสบจากสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์
ควรตรวจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากค่า AST หรือ ALT ตัวใดตัวหนึ่ง หรือทั้งคู่ สูงเกินค่ามาตรฐาน (> 40 U/L) หรือหากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคอ้วน, เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง หรือดื่มแอลกอฮอล์

แนวทางการตรวจเพิ่มเติม
1. ตรวจเลือดซ้ำเพื่อติดตามค่าตับ: เพื่อดูว่าค่าตับสูงขึ้นหรือลดลง และอาจตรวจค่า GGT (Gamma-glutamyl transferase) เพื่อประเมินความเสียหายของตับจากแอลกอฮอล์หรือยา
2. อัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน (Upper Abdominal Ultrasound): เป็นการตรวจขั้นต้นที่มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อดูภาพตับว่ามีภาวะไขมันพอกตับ (Fatty liver) หรือตับอักเสบหรือไม่
3. ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ: เช่น ไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) และไวรัสตับอักเสบซี (Anti-HCV) เพื่อหาสาเหตุของการอักเสบ
4. ตรวจไขมันในเลือดและน้ำตาลในเลือด: เพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงของโรคเมตาบอลิก
5. การตรวจพังผืดตับ (FibroScan): ในกรณีที่สงสัยว่าการอักเสบเรื้อรังนำไปสู่ภาวะพังผืดหรือตับแข็ง

คำแนะนำ: หากท่านตรวจสุขภาพพบค่า De Ritis ratio ต่ำกว่า 1 และค่าตับผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์อายุรกรรมโรคตับเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและแนวทางการดูแลรักษาที่เหมาะสม (เช่น การปรับอาหาร ลดน้ำหนัก)

ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) ที่พบบ่อยในคนไทยโรค Hashimoto Thyroiditis (ต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกั...
21/04/2026

ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) ที่พบบ่อยในคนไทย

โรค Hashimoto Thyroiditis (ต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกัน) เป็นสาเหตุหลักของภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ที่ พบบ่อยในคนไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในเพศหญิงอายุ 30-60 ปี โรคนี้เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายต่อมไทรอยด์ตัวเอง ส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง จึงมักมีอาการเหนื่อยง่าย น้ำหนักขึ้น และคอบวม

สาเหตุและปัจจัยที่พบได้บ่อยที่สุดของภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) ในไทย

1.ภาวะภูมิต้านตนเอง (Autoimmune Response): ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ สร้างแอนติบอดีไปทำลายต่อมไทรอยด์ ทำให้เนื้อเยื่ออักเสบและลดการสร้างฮอร์โมน
2.ปัจจัยทางพันธุกรรม: ประวัติครอบครัวที่มีคนเป็นโรคไทรอยด์หรือโรคภูมิต้านตนเองอื่นๆ มีความเสี่ยงสูงขึ้น
3.เพศและอายุ: พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงอายุช่วง 30-50 ปี แม้จะพบได้ในทุกเพศทุกวัย
4.โรคภูมิต้านตนเองอื่นร่วมด้วย: ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1, โรคไขข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคลูปัส (SLE) มีความเสี่ยงสูงขึ้น
5.ปัจจัยสิ่งแวดล้อม: การได้รับรังสีบริเวณคอหรือหน้าอก และการได้รับสารไอโอดีนมากเกินไป อาจกระตุ้นให้โรคแสดงอาการ

ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับ Hashimoto Thyroiditis ในคนไทย:
ผู้ป่วยกลุ่มหลัก: พบบ่อยที่สุดในเพศหญิง
อาการแสดง: ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการของภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (Hypothyroidism) ได้แก่ อ่อนเพลีย น้ำหนักเพิ่มขึ้น ขี้หนาว ผิวแห้ง ผมร่วง และอาจพบอาการคอบวมโตได้
ความสำคัญ: หากไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แต่สามารถรักษาได้ด้วยการกินฮอร์โมนทดแทน

เนื่องจากเป็นโรคที่มักไม่มีอาการในระยะแรก แต่สามารถตรวจเจอได้ง่ายจากการเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ จึงควรรีบพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ

การวินิจฉัยโรคฮาชิโมโต (Hashimoto's Thyroiditis) จากการตรวจเลือดหลักๆ คือการตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ (TSH, Free T4) เพื่อหาภาวะพร่องฮอร์โมน และการตรวจหาแอนติบอดีภูมิคุ้มกัน (Anti-TPO, Anti-Tg) ที่จำเพาะต่อโรค ซึ่งมักพบค่าแอนติบอดีเหล่านี้สูงผิดปกติ บ่งชี้ว่าระบบภูมิคุ้มกันทำลายต่อมไทรอยด์

การรักษา
โรคต่อมไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโตะ (Hashimoto's Thyroiditis) ส่วนใหญ่รักษาด้วยการทานยาฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน Levothyroxine เพื่อปรับระดับฮอร์โมนในร่างกายให้ปกติ หากมีภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ ซึ่งมักต้องทานยาต่อเนื่องตลอดชีวิตและตรวจเลือดติดตามผลสม่ำเสมอ หากไม่มีอาการอาจใช้วิธีติดตามอาการอย่างใกล้ชิดแทน
แนวทางการรักษา Hashimoto Thyroiditis
ยาฮอร์โมนทดแทน (Levothyroxine): เป็นการรักษาหลักเพื่อแก้ไขภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ โดยยาจะทดแทน T4 ที่ต่อมไทรอยด์สร้างไม่เพียงพอ
การติดตามผล: แพทย์จะนัดตรวจระดับฮอร์โมนในเลือด (TSH, T4) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสม
ในรายที่ยังไม่มีอาการ: หากตรวจพบว่าเป็นโรคแต่ระดับฮอร์โมนยังปกติ (Subclinical) แพทย์อาจแนะนำให้ติดตามอาการโดยยังไม่ต้องทานยา

*** เพิ่มเติม *** ขอขยายโปรโมชั่น ไปจนถึงวันที่ 15 พ.ค. 69....เรียนท่านผู้มีอุปการคุณ โปรโมชั่นการตรวจในราคาพิเศษ จะสิ้น...
16/04/2026

*** เพิ่มเติม *** ขอขยายโปรโมชั่น ไปจนถึงวันที่ 15 พ.ค. 69....
เรียนท่านผู้มีอุปการคุณ โปรโมชั่นการตรวจในราคาพิเศษ จะสิ้นสุดลงในเดือนเมษายนนี้แล้ว หากท่านมีแผนที่จะมาใช้บริการ กรุณามารับการตรวจแต่เนิ่น ๆ ครับ
สำหรับการลดราคาการตรวจทั่วไป 10% (ยกเว้นไทรอยด์ ความเสี่ยงมะเร็ง และการตรวจพิเศษอื่น) เมื่อมูลค่าการตรวจรวมตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป ยังคงมีตามปกติ

ที่อยู่

48 ถนนจันทน์ 16 แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร
Bangkok
10120

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30
เสาร์ 08:30 - 16:30
อาทิตย์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6626784160

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Speciallabcenterผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Speciallabcenter:

แชร์