01/10/2020
#มอร์มูฟเป็นข่าว นโยบายพลังงานของไทยยังคงล้มเหลว!!! 'กรีนพีซ' ระบุ นโยบายพลังงานของประเทศเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนใหม่ด้านพลังงานหมุนเวียน การประมูลและโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน กลไกการกำหนดราคาและโควต้าไม่สอดคล้องกันและไม่โปร่งใส อีกทั้งโรงไฟฟ้าหลักไทยล้นเกินความจำเป็นเพราะระบบพลังงานเริ่มกระจายศูนย์และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
📌 รายงานการประเมินภาคพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Power Sector Scorecard report)[1] ที่จัดทำโดย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชี้ให้เห็นว่า นโยบายพลังงานของไทยยังคงล้มเหลวในการพัฒนาศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ในขณะที่การปรับนโยบายพลังงาน ทำให้เวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนจากต่างประเทศ การจ้างงาน การผลิตและลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศจากวิกฤต COVID-19
** โดยเรื่องนี้ จริยา เสนพงศ์ หัวหน้างานรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า เวียดนามมีความคืบหน้ามากที่สุดในเรื่องการออกแบบและพัฒนาตลาดพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม มาตรการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Feed-in-Tariffs : FiT) ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของเวียดนามเพิ่มขึ้นจาก 134 เมกะวัตต์ในปี 2561 เป็น 5,500 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปี 2562 การลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในเวียดนามโดยมีบางโครงการสรุปจบได้ในปี 2562 นั้นไม่มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิงฟอสซิล ดังนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลเช่นที่ส่งกระทบกับหลายประเทศในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า พลังงานแสงอาทิตย์สามารถสร้างงานได้มากกว่าถ่านหินถึงสามเท่าตลอดห่วงโซ่ของการสร้างมูลค่า (Value chain)
📌 “ประเทศไทยมีเป้าหมายที่สูงในระยะยาว แต่ไม่มีขั้นตอนในระยะสั้นเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เราจำเป็นต้องเพิ่มเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนโดยให้มีสัดส่วนร้อยละ 50 ภายในปี 2573 ดังตัวอย่างของเวียดนามที่ได้ทำลายมายาคติที่มีมาอย่างยาวนานในเรื่องของการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์และการสร้างผลกําไรจากการปล่อยสินเชื่อแก่โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนนี้ก็เป็นปี 2563 แล้ว เราไม่ควรมีข้ออ้างอีกต่อไปว่าไม่มีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือไม่มีนโยบายสนับสนุนอื่นๆ สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์และลม” จริยากล่าวสรุป.
----------------------------------
อ่านต่อ : https://prachatai.com/journal/2020/09/89651