23/04/2026
แกะงบลงทุนก่อสร้าง 1 ล้านล้านบาท
จากปีงบประมาณ 2570
หุ้นใดน่าจะได้ประโยชน์
วิเคราะห์งบลงทุนก่อสร้างพื้นฐาน 1 ล้านล้าน จากงบประมาณ 2570 หุ้นบริษัทใด น่าจะได้ประโยชน์
เริ่มต้นด้วยข่าวที่ทำให้นักลงทุนหลายคนตกใจ
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายการจัดทำงบประมาณปี 2570 ด้วยคำที่ฟังดูน่ากังวลสำหรับวงการรับเหมาก่อสร้าง นั่นคือคำว่า "กฎเหล็ก"
สาระสำคัญของกฎเหล็กนี้คือ กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือ 0.2% เท่านั้น และหน่วยงานจะขอเพิ่มงบได้ไม่เกิน 20% โดยต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น
ที่สำคัญคือ นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกหน่วยลดงบก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ โดยเน้นการเช่าแทน หากจำเป็นต้องลงทุนให้ใช้รูปแบบ PPP หรือกองทุน TFFIF และขอให้เส้นทางคมนาคมเน้น "ซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมมากกว่าขยายเส้นทางใหม่" ใน 1-2 ปีนี้ รวมถึงงบกลุ่มจังหวัดก็ให้งดตั้งงบพัฒนาถนนและแหล่งน้ำ
ฟังดูแล้วเหมือนเป็นวันสิ้นโลกสำหรับหุ้นรับเหมาก่อสร้าง...แต่ช้าก่อน ความจริงซับซ้อนกว่านั้น
ประเด็นที่นักลงทุนต้องเข้าใจให้ชัด
การลดงบก่อสร้างในงบประมาณแผ่นดิน ไม่ได้แปลว่า ประเทศไทยจะหยุดลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ลองคิดง่าย ๆ แบบนี้ครับ งบประมาณแผ่นดินปีละ 3.788 ล้านล้านบาท ที่ถูกจำกัดให้เติบโตแค่ 0.2% นั่นคือ "กระเป๋าใบที่หนึ่ง" ซึ่งใช้สำหรับเงินเดือน สวัสดิการ และงบประจำวันของราชการ
แต่เมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ไม่ได้มาจากกระเป๋าใบนี้ แต่มาจาก "กระเป๋าใบที่สอง" ซึ่งประกอบด้วย
เงินกู้รัฐวิสาหกิจ (รฟท., รฟม., กทพ.)
การร่วมลงทุนภาครัฐ-เอกชน (PPP)
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF)
และที่น่าสนใจคือ รัฐบาลระบุชัดเจนในนโยบายงบปี 2570 ว่า "ให้ใช้กระเป๋าใบที่สองมากขึ้น" เพื่อลดภาระงบประมาณ
เปิดกระเป๋าใบที่สอง: เมกะโปรเจกต์ที่รออยู่
เมื่อเปิดดูในกระเป๋าใบที่สองจริง ๆ เราจะเห็นตัวเลขที่น่าตกใจในทางตรงข้าม
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เตรียมแผนลงทุนปี 2570 มูลค่ารวม 695,874 ล้านบาท ประกอบด้วยสามกลุ่มโครงการหลัก
รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย วงเงินกว่า 340,000 ล้านบาท
การขยายรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง 3 เส้นทาง
รถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีก 6 เส้นทาง
กระทรวงคมนาคม ยังมีโครงการอีกหลายตัวที่อยู่ในแผน เช่น มอเตอร์เวย์ M84 หาดใหญ่-ชายแดนไทยมาเลเซีย วงเงิน 40,787 ล้านบาท ที่มีแผนก่อสร้างในปี 2570-2573
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (รฟม.) ยังเดินหน้ารถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้และสายสีส้มต่อเนื่อง
เมื่อรวมกับโครงการอื่น ๆ ที่อยู่ในท่อ ทั้งทางด่วน มอเตอร์เวย์ และสนามบิน รวมแล้วเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังไหลออกมาในช่วงปี 2569-2571 เกินหลัก 1 ล้านล้านบาท อย่างไม่ต้องสงสัย
คำถามสำหรับนักลงทุนจึงไม่ใช่ "วงการรับเหมาจะตายหรือไม่" แต่เป็น "บริษัทไหนจะได้เค้กก้อนนี้ไปกิน"
ใครได้ ใครเสีย ในยุคงบปี 2570
กลุ่มที่ได้ประโยชน์แน่นอน
กลุ่มแรกคือ ผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีคุณสมบัติเข้าประมูลโครงการระดับแสนล้าน ซึ่งในประเทศไทยมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่มีประสบการณ์ มีคนงาน มีเครื่องจักร และผ่าน TOR เข้มงวดได้
กลุ่มที่สองคือ ผู้รับเหมาที่มีงานภาคเอกชนเยอะ โดยเฉพาะงาน Data Center โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด และอาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่ต้องรอรัฐ นักวิเคราะห์คาดว่าการประมูลงานภาครัฐขนาดใหญ่จะกลับมาคึกคักอีกครั้งในครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป ใครที่มีงานเอกชนรองรับในช่วงสุญญากาศนี้จะผ่านช่วงนี้ไปได้สวย
กลุ่มที่สามคือ ผู้รับเหมาเสาเข็มและฐานราก ซึ่งเป็น sub-contractor ของงานใหญ่ ได้ทั้งสองฝั่ง ไม่ต้องแบกต้นทุนคงที่มากเหมือนผู้รับเหมาหลัก
กลุ่มที่เสี่ยง
ผู้รับเหมาขนาดกลางและเล็กที่พึ่งพางานจังหวัด งานถนน และงานอาคารราชการจะลำบาก เพราะงบเหล่านี้ถูกตัดลงอย่างชัดเจน
ส่วนผู้รับเหมาที่มีปัญหาสภาพคล่องหรือขาดความเชื่อถือ จะไม่สามารถเข้าประมูลโครงการใหม่ได้ ทำให้ต้องต่อสู้เอาตัวรอดจากโครงการเก่าเท่านั้น
บริษัทรายตัว: ใครน่าลงทุน
ต่อไปเรามาดูผู้เล่นหลักในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งผมจะเรียงตามอันดับความน่าสนใจที่วิเคราะห์ไว้แล้ว
อันดับ 1: STECON (สเตคอน กรุ๊ป) – เดิมชื่อ STEC
STECON คือบริษัทที่ผมคิดว่ามีภาพรวมดีที่สุดในกลุ่มนี้ เหตุผลหลัก ๆ มีดังนี้
การพลิกกำไรชัดเจน ปี 2568 STECON พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 1,946.88 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ขาดทุน 2,400 ล้านบาท เป็นการพลิกกลับอย่างสวยงาม
Backlog ทะลุจุดสูงสุดใหม่ ณ สิ้นไตรมาส 4/2568 มูลค่างานในมือเพิ่มเป็น 136,000 ล้านบาท หลังได้สัญญาจากภาคเอกชนเพิ่ม 10,000 ล้านบาทในไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียว
กระจายพอร์ตไปภาคเอกชน โดยเฉพาะงาน Data Center ของ Google ที่ชนะสองโครงการใหญ่ คือ CHN-1A มูลค่า 7,575 ล้านบาท และ CHN-2A มูลค่า 8,376 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงานโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดและอาคารพาณิชย์อีกรวม 28,800 ล้านบาท
จุดที่ต้องระวัง คือ STECON ยังมีความเสี่ยงจากโครงการสนามบินอู่ตะเภา มูลค่า 27,000 ล้านบาท ที่ STECON ถือ 20% ในบริษัทร่วมทุน UTA ซึ่งผูกติดกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หากโครงการนี้ล้ม STECON อาจมีบันทึกค่าเผื่อ
ราคาเหมาะสมจากนักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ให้ 10.00 บาท บล.กสิกรไทย 10.52 บาท บล.เคจีไอ 7.70 บาท
อันดับ 2: CK (ช.การช่าง)
CK เป็นยักษ์ใหญ่ที่มีเสน่ห์แบบเฉพาะตัว คือเป็นทั้งผู้รับเหมาและโฮลดิ้ง ที่ถือหุ้นในบริษัทอื่น ๆ ที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ
Backlog สูงสุดในอุตสาหกรรม ณ สิ้นไตรมาส 2/68 อยู่ที่ 192,000 ล้านบาท และคาดว่าจะลดลงเหลือ 170,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 หากไม่มีการเซ็นสัญญาใหม่
รายได้จากเงินปันผลและส่วนแบ่งกำไร CK ถือหุ้นใน BEM (ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ) CKP (ซีเค พาวเวอร์) และ TTW (น้ำประปาไทย) ซึ่งจ่ายปันผลเข้า CK ทุกปี และในปี 2568 ยังมีกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนในโครงการเขื่อนหลวงพระบาง ราว 700-800 ล้านบาท
จุดที่ต้องระวัง คือ CK พึ่งพางานภาครัฐสูง โดยในครึ่งแรกของปี 2568 ยังไม่ได้เซ็นสัญญาใหม่เลย โครงการที่ CK รออยู่ เช่น รถไฟฟ้าสายสีแดง 2 โครงการรวม 15,000 ล้านบาท ทางพิเศษ M5 มูลค่า 25,000 ล้านบาท และทางด่วนยกระดับ 35,000 ล้านบาท ทั้งหมดนี้หากล่าช้า backlog จะค่อย ๆ หดลง
ราคาเหมาะสมจากนักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย 23.4 บาท บล.เคจีไอ 20.5 บาท บล.DAOL 23.0 บาท
อันดับ 3: PYLON (ไพลอน) – ผู้รับเหมาเสาเข็มเจาะ
PYLON เป็นบริษัทเล็กแต่มีผลงานสวยน่าสนใจในปี 2568
การฟื้นตัวแบบก้าวกระโดด ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 210.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 420% จากปีก่อนที่มีกำไรเพียง 0.5 ล้านบาท ซึ่งมาจากรายได้รับจ้างก่อสร้าง 422.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 169%
กระจายลูกค้าดี รับรู้รายได้จาก 16 โครงการ แบ่งเป็นเอกชน 14 โครงการ (Mixed-Use อาคารชุด โรงพยาบาล Data Center อาคารโรงงาน โรงแรม) และรัฐเพียง 2 โครงการ
ปันผลน่าสนใจ อัตราตอบแทนเงินปันผลอยู่ที่ 7.24% ซึ่งสูงกว่าหุ้นรับเหมารายอื่น ๆ
จุดที่ต้องระวัง คือบริษัทขนาดเล็ก สภาพคล่องการซื้อขายไม่สูง ราคาหุ้นผันผวนตามข่าว
ราคาเหมาะสมจากนักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย 3.38 บาท
อันดับ 4: SEAFCO (ซีฟโก้) – ผู้รับเหมาเสาเข็มเจาะ
SEAFCO เป็นคู่แข่งโดยตรงของ PYLON ในธุรกิจเสาเข็มเจาะและกำแพงกันดิน
ได้ประโยชน์จากรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่ต้องใช้งานเสาเข็มจำนวนมาก
Turnaround story หลังจากกำไรปี 2567 วูบเหลือเพียง 1.35 ล้านบาท จากเดิม 169.41 ล้านบาท นักวิเคราะห์คาดว่า SEAFCO จะเป็นผู้เติบโตแข็งแกร่งที่สุดในปี 2569 จากฐานที่ต่ำในปี 2568
จุดที่ต้องระวัง คือความผันผวนของกำไรที่สูง และต้องติดตามว่าการฟื้นตัวยั่งยืนจริงหรือไม่
ราคาเหมาะสมจากนักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย 3.01 บาท
อันดับ 5: ITD (อิตาเลียนไทย)
ITD เคยเป็นเบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรม แต่ปัจจุบันสถานะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย SP ในงบไตรมาส 3/2568 จากกรณีผู้สอบบัญชีไม่ให้ข้อสรุปต่องบการเงิน ไตรมาส 3/2568 ยังขาดทุนสุทธิ 1,451 ล้านบาท และเผชิญอุบัติเหตุซ้ำซ้อนทั้งเหตุเครนถล่มที่โครงการรถไฟความเร็วสูง และเหตุโครงสร้างถล่มที่ถนนพระราม 2
สำหรับนักลงทุนที่เน้นปัจจัยพื้นฐาน ITD ในสภาพปัจจุบันเป็น "distressed asset" ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทั่วไป
ข้อคิดสำคัญสำหรับนักลงทุนแนว VI
ก่อนจะปิดบทความ มีข้อคิดสำคัญ 4 ข้อที่ผมอยากฝากไว้สำหรับนักลงทุนที่สนใจหุ้นกลุ่มนี้
ข้อที่ 1: Backlog คือรายได้อนาคต ไม่ใช่กำไรอนาคต
อย่าหลงประเด็นไปกับตัวเลข backlog ที่ใหญ่โตมหึมา เพราะ backlog 1 แสนล้านบาท ที่ GPM 7% คิดเป็นกำไรขั้นต้นเพียง 7,000 ล้านบาท ซึ่งต้องหักค่า SG&A ดอกเบี้ย และภาษีอีกมาก การประเมินมูลค่าต้องโฟกัสที่อัตรากำไรที่ยั่งยืน ไม่ใช่ขนาดของ backlog
ข้อที่ 2: ธุรกิจรับเหมาเป็นธุรกิจ cyclical สูง
ผู้ประกอบการที่ดีในช่วงบูม อาจกลายเป็นซากในช่วงบัสต์ได้ง่าย ๆ ดังนั้นการซื้อต้องเผื่อ margin of safety มากกว่าหุ้นในอุตสาหกรรมอื่น การซื้อที่ P/E 15 เท่า ในหุ้นกลุ่มนี้อาจถือว่าแพง ในขณะที่ P/E 10 เท่าในกลุ่ม consumer อาจถือว่าถูก
ข้อที่ 3: การจับจังหวะสำคัญ
การประมูลโครงการใหม่จะคึกคักในครึ่งหลังของปี 2569 และต่อเนื่องถึงปี 2570-2571 นักลงทุนที่เข้าช่วงก่อนการเซ็นสัญญาเมกะโปรเจกต์ใหญ่ ๆ มักได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าผู้เข้ามาหลังจากข่าวเซ็นสัญญาแล้ว
ข้อที่ 4: ความเสี่ยงจากการเมือง
รัฐบาลชุดใหม่อาจทบทวน ชะลอ หรือยกเลิกโครงการบางส่วนได้เสมอ ผู้รับเหมาที่กระจายพอร์ตไปยังภาคเอกชน (โดยเฉพาะ Data Center และพลังงานสะอาด) จึงมีความทนทานต่อความเสี่ยงการเมืองสูงกว่า
สรุป
ถึงแม้นายกรัฐมนตรีจะสั่งรัดเข็มขัดงบประมาณปี 2570 แต่การตีความว่านี่เป็นจุดจบของหุ้นกลุ่มรับเหมาเป็นการตีความที่ตื้นเกินไป เมกะโปรเจกต์ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ใช้เงินจาก PPP, TFFIF, และเงินกู้รัฐวิสาหกิจ ซึ่งยังเดินหน้าต่อ และรวมกันเกิน 1 ล้านล้านบาทที่กำลังรอการประมูลในช่วงปี 2569-2571
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจริงคือ คุณภาพของผู้ประกอบการจะสำคัญกว่าปริมาณของโครงการ ในยุคที่งบจำกัดและการแข่งขันสูง ผู้รับเหมาที่มีประวัติดี มี backlog แข็งแกร่ง มีการกระจายพอร์ตไปยังภาคเอกชน และมีฐานะการเงินที่มั่นคง จะเป็นผู้ชนะในรอบนี้
สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในกลุ่มนี้ STECON และ CK คือสองตัวเลือกหลักที่ควรศึกษาเชิงลึก ส่วน PYLON และ SEAFCO คือตัวเลือกเสริมสำหรับพอร์ตที่ต้องการ exposure แบบเสาเข็มที่มีปันผลดี
แหล่งอ้างอิง
ThaiPublica. "นายกฯคุมเข้มงบปี'70 เพิ่มไม่เกิน 20%-สั่งเบรกงบสร้างถนน-ตึกใหม่-ดูงาน ตปท." https://thaipublica.org/2026/04/pm-tightens-2027-budget-spending-cuts-infrastructure-travel/
เดลินิวส์. "ยืนตามเดิม! งบประมาณปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เล็งจัดหาเงินลงทุนเพิ่ม." https://www.dailynews.co.th/news/5802124/
ข่าวหุ้นธุรกิจ. "อนุทิน กางงบปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านลบ.! สั่งคุมเข้ม 'กฎเหล็ก' ขอเพิ่มงบได้เฉพาะลงทุน." https://www.kaohoon.com/news/local/826132
Thai PBS News. "นายกฯ มอบนโยบายงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน เน้นลงทุนรับวิกฤตโลก-ดัน EV." https://www.thaipbs.or.th/news/content/504812
แนวหน้า. "นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 เอกนิติ เผยดึงงบค้างท่อแสนล้าน รับมือวิกฤต." https://www.naewna.com/politic/959914
ฐานเศรษฐกิจ. "รฟท. อัดบิ๊กโปรเจ็กต์ 6.9 แสนล้าน ดันไฮสปีด เฟส 2-ต่อขยายสายสีแดง บรรจุงบปี 70." https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/651955
กรุงเทพธุรกิจ. "ส่องแผน 'รถไฟทางคู่' สายใหม่ 11 เส้นทาง เพิ่มโครงข่าย 1,399 กม." https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1178529
The Bangkok Insight. "'สุริยะ' เปิดแผนคมนาคมขนส่ง เชื่อมหาดใหญ่-มาเลเซีย มอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่." https://www.thebangkokinsight.com/news/business/economics/1454146/
ไทยรัฐ. "ครม. เปิดแผนงบประมาณปี 2570 ตั้งแต่มอบนโยบายจนมีผลบังคับใช้." https://www.thairath.co.th/news/politic/2926229
Share2Trade. "STECON ฮอตหนัก! ไตรมาส 4 โกยงานเพิ่ม 1 หมื่นลบ. ดัน backlog ทะยาน 1.36 แสนล้านบาท." https://www.share2trade.com/news/51545/
อินโฟเควสท์. "โบรกฯ คาดกำไร CK-STECON ปี 68-69 ไม่สะเทือนแม้โครงการใหม่ภาครัฐเสี่ยงเลื่อนเหตุ Backlog ยังสูง." https://www.infoquest.co.th/2025/528327
มิติหุ้น. "STECON แบ็คล็อกพุ่ง 1.3 แสนล้าน กูรูอัพรายได้-กำไรใหม่." https://www.mitihoon.com/2025/03/16/530053/
Kaohoon Online. "'บล.ฟินันเซีย ไซรัส' มอง STECON ฟื้นตัวแรง รายได้ปีนี้แตะ 3.2 หมื่นลบ." https://www.kaohoon.com/stockanalysis/779463
Kaohoon Online. "เปิดโผ 45 บจ.กำไรปี 68 โตเกิน 100% ชู PYLON-SEAFCO-GULF-MGC นำทัพ." https://www.kaohoon.com/news/817021
Kaohoon Online. "โบรกมอง SET รีบาวด์! แนะช้อน 6 หุ้นพื้นฐานแกร่ง-ราคาลงลึก." https://www.kaohoon.com/news/817534
Makemoneyinsight. "กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชน." https://www.makemoneyinsight.com/2025/12/08/167799/
Kasikorn Securities. "KS : STECON พร้อมสำหรับการเติบโต." https://www.kasikornsecurities.com/th/research/thai-stocks/company-analysis/research-20260220-564
แนวหน้า. "คอลัมน์โลกธุรกิจ - หุ้นเด่น : 28 มกราคม 2569." https://www.naewna.com/business/columnist/65313
แนวหน้า. "คอลัมน์โลกธุรกิจ - หุ้นเด่น : 14 มิถุนายน 2568." https://www.naewna.com/business/columnist/63025
Marketing Oops. "ตำนาน 68 ปี อิตาเลียนไทย - ITD จากภารกิจกู้เรือ สู่ยักษ์ใหญ่แสนล้าน." https://www.marketingoops.com/reports/fast-fact-reports/italian-thai-itd-hostory-lastest/
Thunhoon. "หุ้นกลุ่มรับเหมาฯ รายได้โตจาก Backlog ในมือ." https://thunhoon.com/article/310754
บล.เอเซีย พลัส. รายงานวิจัยกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง. https://www.asiaplus.co.th/asps/research_file.php?id=76087&file=1
Gapfocus Stock. ข้อมูลข่าวสารหุ้น STECON, ITD, SEAFCO. https://stock.gapfocus.com/
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงปัจจัยพื้นฐานเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเสี่ยงของตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน ราคาเป้าหมายจากนักวิเคราะห์อ้างอิง ณ วันที่เผยแพร่บทวิเคราะห์ของแต่ละสำนัก และอาจเปลี่ยนแปลงได้