30/08/2026
ประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์ดีขึ้นมาเป็นลำดับ
เพอรอฟสไกต์ (perovskite ) คือกลุ่มผลึกที่มีโครงสร้างแบบหนึ่ง ซึ่งดูดแสงได้ดีมากและทำเป็นฟิล์มบางได้
โจทย์ที่ยังเหลืออยู่คือมันอยู่ได้นานแค่ไหน
━━━━━━━━━━━━━━━━
ในเซลล์แบบนี้มีชั้นหนึ่งที่บางมาก บางระดับที่โมเลกุลเรียงตัวกันเป็นแผ่นหนาเพียงโมเลกุลเดียว
ชั้นนี้คั่นระหว่างเนื้อเพอรอฟสไกต์กับผิวกระจกนำไฟฟ้า ทำหน้าที่ดึงประจุออกจากชั้นเพอรอฟสไกต์ไปสู่ขั้ว
โมเลกุลพวกนี้เกาะผิวกระจกไว้ด้วยหัวยึดที่ปลายด้านหนึ่ง
━━━━━━━━━━━━━━━━
ปัญหาคือแรงยึดตรงนั้นไม่แข็งพอ
พอเจอความร้อนและแสงต่อเนื่องนาน ๆ โมเลกุลจะหลุดออกจากผิว และการดึงประจุก็แย่ลงตามไปด้วย
ผู้วิจัยชี้ว่านี่คือข้อจำกัดสำคัญของความทนทานระยะยาวของเซลล์ชนิดนี้
━━━━━━━━━━━━━━━━
ที่ผ่านมาคนแก้ด้วยการเพิ่มจุดยึดให้มากขึ้น หรือจัดการไม่ให้โมเลกุลจับกลุ่มกันเอง
งานวิจัยใหม่ใน Nature แก้คนละที่
งานนี้ไม่ได้เปลี่ยนหัวยึด แต่เปลี่ยนสิ่งที่อยู่อีกฝั่งของโมเลกุล
โดยติดหมู่ที่ให้อิเล็กตรอนไว้สองข้างแบบสมมาตร แล้วอาศัยการส่งต่ออิเล็กตรอนภายในโมเลกุล ดันความหนาแน่นของประจุลบไปกองอยู่ที่หัวยึด
หัวยึดที่มีประจุลบมากขึ้น จับกับผิวกระจกได้แน่นขึ้น
━━━━━━━━━━━━━━━━
ตัวเลขประสิทธิภาพ ต้องอ่านคู่กับขนาดของชิ้นที่วัด
บนฐานกระจกแข็ง ที่พื้นที่ 0.063 ตารางเซนติเมตร หรือราว 6 ตารางมิลลิเมตร ได้ประสิทธิภาพการแปลงพลังงาน 27.69 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้ผ่านการวัดยืนยันจากหน่วยงานภายนอกด้วย
บนฐานที่งอได้ ที่พื้นที่เท่ากัน ได้ 26.64 เปอร์เซ็นต์
พอขยายเป็นโมดูลพื้นที่รับแสง 15.64 ตารางเซนติเมตร ตัวเลขอยู่ที่ 23.63 เปอร์เซ็นต์
━━━━━━━━━━━━━━━━
ส่วนความทนทาน มีหลายชุด และแต่ละชุดคนละเงื่อนไข
ในการทดสอบที่ให้เซลล์จ่ายไฟต่อเนื่องที่อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส นาน 1,080 ชั่วโมง โดยเซลล์อยู่ในบรรยากาศไนโตรเจน ประสิทธิภาพเหลือราว 99 เปอร์เซ็นต์ของค่าเริ่มต้น
ในการทดสอบภายใต้แสงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตปนอยู่ 4.4 เปอร์เซ็นต์ ร่วมกับความร้อน 85 องศาเซลเซียส นาน 1,080 ชั่วโมงเท่ากัน เหลือ 93 เปอร์เซ็นต์
และเมื่อวนอุณหภูมิระหว่างลบ 40 ถึง 85 องศาเซลเซียส 720 รอบ เหลือ 97 เปอร์เซ็นต์
อีกชุดหนึ่งคือการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตล้วน ในบรรยากาศไนโตรเจน นาน 1,080 ชั่วโมงเท่ากัน เหลือราว 81 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าทุกชุดที่ยกมาข้างต้น
โมเลกุลอ้างอิงสองตัวที่ใช้เทียบในงานนี้ ร่วงต่ำกว่านั้นมาก ในการทดสอบชุดแรกเหลือต่ำกว่า 71 และ 55 เปอร์เซ็นต์
━━━━━━━━━━━━━━━━
สิ่งที่งานนี้เปลี่ยน จึงไม่ใช่แค่การทำให้เซลล์เปลี่ยนแสงเป็นไฟได้เก่งขึ้น
แต่คือการทำให้ชั้นโมเลกุลชั้นนั้น ยังอยู่ที่เดิมหลังผ่านความร้อนไปนาน ๆ
━━━━━━━━━━━━━━━━
ข้อควรรู้เกี่ยวกับงานนี้
ตัวเลข 27.69 เปอร์เซ็นต์ วัดบนอุปกรณ์พื้นที่ 0.063 ตารางเซนติเมตร พอขยายเป็นโมดูลพื้นที่ 15.64 ตารางเซนติเมตร ตัวเลขลดลงเหลือ 23.63 เปอร์เซ็นต์ ประสิทธิภาพจึงไม่ได้คงเดิมตามขนาด
ยังมีการทดสอบความร้อนระยะยาวอีกชุดหนึ่ง คือวางไว้ที่ 85 องศาเซลเซียส นาน 3,000 ชั่วโมง เหลือราว 95 เปอร์เซ็นต์ ชุดนี้ทำกับเซลล์ที่ไม่ได้หุ้มปิดผนึก และวางอยู่ในตู้ที่เติมไนโตรเจนซึ่งควบคุมออกซิเจนและความชื้นไว้ต่ำมาก ไม่ใช่สภาพกลางแจ้ง ส่วนชุดที่ทดสอบในตู้ควบคุมความชื้น 85 เปอร์เซ็นต์ ที่อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส นาน 1,080 ชั่วโมง เหลือ 98 เปอร์เซ็นต์
คู่เทียบในงานนี้คือโมเลกุลอ้างอิงสองตัวที่ใช้กันอยู่ในงานสายเดียวกัน ไม่ใช่การเทียบกับเซลล์แสงอาทิตย์ทุกชนิด
ค่าที่ระบุว่าผ่านการวัดยืนยัน เป็นค่าประสิทธิภาพที่หน่วยงานภายนอกวัดให้เฉพาะบางค่า ไม่ใช่การรับรองทั้งงานวิจัย
โมดูลบนฐานที่งอได้ ค่าสูงสุดอยู่ที่ 22.18 เปอร์เซ็นต์ และค่าที่วัดได้อย่างคงตัวที่ 21.52 เปอร์เซ็นต์
ผู้วิจัยได้คิดว่า งานนี้วางฐานระดับโมเลกุลสำหรับการทำให้เซลล์ชนิดนี้ทำงานได้อย่างเสถียรในสภาพที่โหดขึ้น ซึ่งเป็นทิศทาง
อ้างอิง: Wu, X. et al. (2026). Electronic-resonance enhanced molecule for perovskite solar cells. Nature. https://doi.org/10.1038/s41586-026-10919-4
#เพอรอฟสไกต์ #เซลล์แสงอาทิตย์ #พลังงาน #วัสดุศาสตร์