23/05/2026
🤔รถไฮบริด, รถน้ำมัน และรถไฟฟ้า แบบไหนเสี่ยงไฟไหม้มากที่สุด❓
⭕ช่วงหลังมานี้ หลายคนมักจะเห็นข่าวรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เกิดเหตุไฟไหม้และได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ จนทำให้เกิดคำถามตามมาว่า "รถ EV อันตรายกว่ารถน้ำมันจริงหรือไม่?" แล้วถ้าเทียบกับรถไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถประเภทไหนมีความเสี่ยงและเกิดไฟไหม้ได้ง่ายกว่ากัน? วันนี้เรามีคำตอบมาฝากครับ
1️⃣. รถไฮบริด / ปลั๊กอินไฮบริด (Hybrid & PHEV)รถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดมีความซับซ้อนในการออกแบบสูงที่สุด เพราะเป็นรถที่รวมระบบของรถน้ำมันและรถไฟฟ้าไว้ในคันเดียวกัน กล่าวคือมีทั้งเครื่องยนต์สันดาป ถังน้ำมัน ท่อน้ำมัน ระบบไอเสีย มอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่แรงดันสูง อินเวอร์เตอร์ และระบบสายไฟแรงดันสูงความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นนี้หมายความว่ารถมี “จุดเสี่ยง” มากกว่ารถประเภทอื่น หากรถขาดการบำรุงรักษา เกิดอุบัติเหตุชนรุนแรง เคยซ่อมระบบไฟฟ้าผิดวิธี หรือมีปัญหาจากโรงงานจนต้องเรียกคืนสินค้า (Recall) ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยได้ข้อควรระวังของ PHEV: รถปลั๊กอินไฮบริดจะมีขนาดแบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่าไฮบริดทั่วไป และมีระบบชาร์จไฟจากภายนอกเพิ่มเข้ามา จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเรื่องพอร์ตชาร์จ สายชาร์จ ความชื้น และการใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้มาตรฐานเป็นพิเศษ
2️⃣. รถน้ำมัน (ICE)รถเครื่องยนต์สันดาปภายในมีความเสี่ยงไฟไหม้จากหลายปัจจัย เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงรั่ว ท่อน้ำมันเสื่อมสภาพ เครื่องยนต์ฮีต (Overheat) ระบบไฟฟ้าลัดวงจร การดัดแปลงอุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออุบัติเหตุที่ทำให้ของเหลวไวไฟรั่วไหลไปสัมผัสกับพื้นผิวที่มีความร้อนสูงจุดที่หลายคนมองข้ามคือ รถน้ำมันมีความร้อนสะสมสูงมากในขณะใช้งาน เช่น บริเวณห้องเครื่อง ท่อร่วมไอเสีย เทอร์โบ และระบบท่อไอเสีย หากมีคราบน้ำมันเครื่องซึม พลาสติกเสื่อมสภาพ หรือสายไฟชำรุด ชิ้นส่วนเหล่านี้ก็พร้อมที่จะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีได้ทันที
3️⃣. รถยนต์ไฟฟ้า (EV)จากข้อมูลสถิติในหลายประเทศ พบว่า รถ EV ไม่ได้เกิดไฟไหม้ง่ายกว่ารถน้ำมันอย่างที่หลายคนเข้าใจ
▪️ตัวอย่างข้อมูลจากออสเตรเลีย: ตั้งแต่ปี 2021 ถึงเมษายน 2026 มีเหตุไฟไหม้แบตเตอรี่ EV ที่บันทึกไว้เพียง 14 เคส ทั้งที่มีรถ EV วิ่งบนท้องถนนมากกว่า 500,000 คัน
▪️สถิติจาก NTSB (สหรัฐฯ): ระบุว่าอัตราการเกิดไฟไหม้ของรถ EV ต่อจำนวนรถ 1 แสนคัน มีตัวเลขที่ต่ำกว่ารถน้ำมันและรถไฮบริดอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ปัญหาที่แท้จริงของ EV ไม่ใช่เรื่อง “ติดไฟง่าย” แต่คือ “การดับไฟ”เมื่อแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูงเกิดความเสียหายจนไหม้ จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า Thermal Runaway (การลุกลามของความร้อนภายในเซลล์แบตเตอรี่แบบควบคุมไม่ได้) ส่งผลให้ดับไฟได้ยากมาก ต้องใช้น้ำในปริมาณมหาศาล และมีโอกาสปะทุขึ้นมาใหม่ (Re-ignition) แม้จะดับไฟไปแล้วหลายชั่วโมง นอกจากนี้ทาง NTSB ยังระบุว่ามีความเสี่ยงเรื่องไฟฟ้าช็อตต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยหากเข้าจัดการไม่ถูกวิธี
🔘สรุป: โอกาสเกิดไฟไหม้และระดับความรุนแรง
ในเชิงความเสี่ยง เราต้องแยกพิจารณาออกเป็น 2 แง่ ดังนี้ครับ:
ประเภทรถ - โอกาสเกิดไฟไหม้ (จากสถิติ) - ระดับความยากในการควบคุมเพลิง
1. รถไฮบริด / PHEV - โอกาสเกิดไฟไหม้ สูงที่สุด (มีจุดเสี่ยงทั้งระบบน้ำมันและไฟฟ้า) - ระดับความยากในการควบคุมเพลิง- ปานกลาง-สูง (ต้องระวังทั้งเชื้อเพลิงและแบตเตอรี่)
2. รถน้ำมัน-โอกาสเกิดไฟไหม้ ปานกลาง (พบได้บ่อยตามอายุการใช้งาน)-ระดับความยากในการควบคุมเพลิงปานกลาง (ดับไฟง่าย เจ้าหน้าที่คุ้นเคยดี)
3. รถไฟฟ้า (EV)-โอกาสเกิดไฟไหม้ ต่ำที่สุด (เกิดขึ้นได้ยากถ้าระบบไม่เสียหายหนัก) -ระดับความยากในการควบคุมเพลิงสูงที่สุด (ดับยาก ใช้เวลานาน มีโอกาสปะทุซ้ำ)
⚠️สาเหตุไฟไหม้ร่วมที่พบได้ในรถทุกประเภท
▪️อุบัติเหตุรุนแรง: แรงกระแทกทำให้ถังน้ำมัน แบตเตอรี่ หรือระบบไฟฟ้าเสียหาย
▪️ระบบไฟฟ้าลัดวงจร: การติดตั้งอุปกรณ์เสริม เช่น กล้องหน้ารถ เครื่องเสียง หรือไฟแต่ง ที่ไม่ได้มาตรฐาน
▪️การซ่อมหรือดัดแปลงผิดวิธี: ต่อสายไฟเพิ่มโดยไม่ผ่านฟิวส์ เปลี่ยนฟิวส์ผิดขนาด หรือเดินสายไฟไม่เรียบร้อย
▪️ขาดการบำรุงรักษา: ปล่อยให้ท่อน้ำมันรั่ว สายไฟกรอบ แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ หรือหนูกัดสายไฟ
▪️ความชื้นสะสม: รถที่ผ่านการลุยน้ำท่วมขัง อาจทำให้คอนเน็กเตอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้าเกิดการกัดกร่อนและช็อตในระยะยาว
ℹ️แนวทางป้องกันและการดูแลรักษารถแต่ละประเภท
1. สำหรับรถไฮบริด และ PHEV
▪️ดูแลแบบคูณสอง: ต้องตรวจสอบทั้งฝั่งเครื่องยนต์ (น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเครื่อง ระบบระบายความร้อน) และฝั่งระบบไฟฟ้าแรงดันสูงไปพร้อมกัน
▪️เช็กระบบหล่อเย็น: ตรวจสอบระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่และอินเวอร์เตอร์ตามระยะ
▪️พึ่งพาผู้เชี่ยวชาญ: หากมีไฟเตือนระบบไฮบริดโชว์บนหน้าปัด ห้ามฝืนขับต่อ และไม่ควรนำรถไปให้ช่างที่ไม่มีความรู้เรื่องระบบแรงดันสูงดัดแปลงสายไฟเด็ดขาด
2.สำหรับรถไฟฟ้า (EV)
▪️ใช้อุปกรณ์มาตรฐาน: ใช้เครื่องชาร์จ (Wallbox) และสายชาร์จที่ได้มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการใช้ปลั๊กพ่วงทั่วไปที่ไม่รองรับกระแสไฟสูง
▪️หลีกเลี่ยงจุดเสี่ยง: ไม่ชาร์จไฟในขณะที่พื้นที่รอบข้างมีน้ำท่วมขังหรือเปียกชื้นผิดปกติ
▪️ตรวจเช็กใต้ท้องรถ: หากขับรถกระแทกเนิน หิน หรือเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนใต้ท้องรถ (ซึ่งเป็นที่อยู่ของแบตเตอรี่) ควรรีบนำรถเข้าศูนย์เพื่อเช็กสภาพทันที แม้รถจะยังขับได้ปกติก็ตาม
3. สำหรับรถน้ำมันทั่วไป
▪️หมั่นเปิดฝากระโปรงหน้ารถ: ตรวจสอบรอยรั่วซึมของน้ำมัน คราบน้ำมันเครื่อง และเช็กว่าสายไฟในห้องเครื่องกรอบแตกหรือไม่
▪️ระวังรถเก่า/รถแต่ง: รถที่มีอายุมาก หรือรถที่ใช้งานหนักในเมืองจอดตากแดดเป็นประจำ ควรเพิ่มความถี่ในการตรวจเช็กระบบท่อน้ำมันและท่อทางเดินต่าง ๆ เป็นพิเศษ
🔰สัญญาณเตือนภัยที่ไม่ควรมองข้าม (สำหรับรถทุกประเภท): หากได้กลิ่นไหม้, เห็นควัน, ได้ยินเสียงผิดปกติจากใต้ท้องรถ หรือมีไฟแจ้งเตือนระบบแรงดันสูง/ระบบเครื่องยนต์ขึ้นโชว์ ให้รีบนำรถจอดในที่ปลอดภัย ดับเครื่องยนต์ พาผู้โดยสารทุกคนออกจากรถทันที และติดต่อหน่วยฉุกเฉินหรือศูนย์บริการเพื่อความปลอดภัยครับ