17/09/2026
Grid Code PEA 2559 → 2569 เปลี่ยนอะไร?
หัวใจสำคัญคือ ระบบไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนจาก Passive Network (โครงข่ายที่รับและจ่ายไฟเป็นหลัก) ไปสู่ Active Network (โครงข่ายที่ตรวจวัด สื่อสาร และควบคุมได้)
เมื่อก่อนระบบค่อนข้างตรงไปตรงมา
Utility (การไฟฟ้า) → Grid (โครงข่ายไฟฟ้า) → Load (ผู้ใช้ไฟ)
แต่ปัจจุบันผู้ใช้ไฟอาจมี Solar (โซล่าเซลล์), BESS: Battery Energy Storage System (ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่), PCS: Power Conversion System (ระบบแปลงและควบคุมกำลังไฟฟ้า) ทำให้ผู้ใช้กลายเป็น Prosumer (ผู้ใช้ไฟที่สามารถผลิตไฟได้ด้วย) และเกิด Bidirectional Power Flow (การไหลของกำลังไฟฟ้าสองทิศทาง)
ดังนั้นแนวคิดของ Grid Code จึงพัฒนาจาก
2559:
Connect → Protect → Disconnect
(เชื่อมต่อ → ป้องกัน → ตัดออกเมื่อผิดปกติ)
ไปสู่
2569:
Connect → Monitor → Communicate → Control → Ride Through → Support → Protect
(เชื่อมต่อ → ตรวจวัด → สื่อสาร → ควบคุม → ทนต่อเหตุผิดปกติ → ช่วยพยุงระบบ → ป้องกัน)
ตัวอย่างสำคัญคือ Ride Through (ความสามารถในการเชื่อมต่ออยู่กับระบบระหว่างความผิดปกติชั่วคราว) แนวคิดเดิมมักเป็น Abnormal → Trip (ผิดปกติ → ตัดออก) แต่เมื่อ Grid มี Inverter จำนวนมาก หากทุกเครื่อง Trip พร้อมกัน อาจยิ่งทำให้ระบบไม่เสถียร จึงต้องให้ Inverter บางช่วง Stay Connected & Respond (ยังเชื่อมต่อและตอบสนองต่อระบบ) ก่อนจะตัดออกเมื่อจำเป็นจริง ๆ
อีกเรื่องสำคัญคือ Inverter ไม่ได้เป็นเพียง Power Converter (อุปกรณ์แปลงกำลังไฟฟ้า) แต่กำลังเป็น Grid Resource (ทรัพยากรที่ช่วยสนับสนุนโครงข่าย) เพราะสามารถควบคุม P: Active Power (กำลังไฟฟ้าจริง), Q: Reactive Power (กำลังไฟฟ้ารีแอกทีฟ), PF: Power Factor (ตัวประกอบกำลัง) และ Voltage (แรงดันไฟฟ้า) ได้
SCADA: Supervisory Control and Data Acquisition (ระบบควบคุมและเก็บข้อมูลระยะไกล) ก็ไม่ได้มีหน้าที่เพียงดูสถานะ Breaker แต่สามารถรับข้อมูลจาก Plant Controller (ตัวควบคุมโรงไฟฟ้า/ระบบผลิตไฟฟ้า) และส่ง Setpoint (ค่าคำสั่งควบคุม) เช่น P, Q, PF หรือ Voltage กลับไปควบคุมระบบได้
ด้าน Protection (ระบบป้องกัน) ก็ซับซ้อนขึ้น เพราะมี Solar และ BESS หลายจุด ทำให้ Fault Current (กระแสลัดวงจร) อาจมาจากหลายทิศทาง จึงต้องพิจารณา Directional Protection (ระบบป้องกันแบบตรวจทิศทาง), Protection Coordination (การประสานการทำงานของอุปกรณ์ป้องกัน) และ Short-Circuit Study (การศึกษากระแสลัดวงจร) มากขึ้น
ส่วน Power Quality (คุณภาพไฟฟ้า) ไม่ได้มีไว้เพียงตรวจว่าแรงดันหรือ Harmonic เกินหรือไม่ แต่ข้อมูลการวัดถูกนำมาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมของระบบ เช่น Voltage Sag (แรงดันตกชั่วขณะ), Voltage Swell (แรงดันสูงชั่วขณะ), Harmonics (ฮาร์มอนิก) และ Flicker (การกระพริบของแรงดัน)
สรุปสั้นที่สุด
Grid Code 2559 เน้นว่า
“ต่อระบบผลิตไฟฟ้าเข้ากับ Grid อย่างไรให้ปลอดภัย”
ส่วน Grid Code 2569 ขยับไปสู่
“เมื่อ Solar, BESS, PCS และ Prosumer เชื่อมต่อจำนวนมาก จะทำอย่างไรให้ทุกระบบมองเห็นกัน สื่อสารกัน ควบคุมได้ ทนต่อเหตุผิดปกติ และช่วยรักษาเสถียรภาพของ Grid”
ดังนั้นวิศวกรยุคใหม่จึงไม่ได้คิดเฉพาะว่า “Relay (รีเลย์ป้องกัน) ต้องตั้งเท่าไร?” แต่ต้องคิดต่อว่า “เมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น อุปกรณ์ทุกตัวที่เชื่อมต่ออยู่จะตอบสนองอย่างไร และผลกระทบต่อ Power System (ระบบไฟฟ้ากำลัง) ทั้งระบบคืออะไร?”
นี่คือการเปลี่ยนจากการมอง Electrical Equipment (อุปกรณ์ไฟฟ้า) เป็นรายตัว ไปสู่การมอง Power System (ระบบไฟฟ้ากำลัง) ทั้งระบบครับ