Resgat

Directions Website Contact the business

Resgat เทคโนโลยีด้านภุมิสารสนเทศ ทั้งการวิจัยพื้นฐานและการประยุกต์ และศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ชื่อทางภูมิศาสตร์ (Geographic Names หรือ Toponyms) และ แผนที่ (Maps)     ชื่อทางภูมิศาสตร์ (Geographic Names หรือ Topony...
26/10/2026

ชื่อทางภูมิศาสตร์ (Geographic Names หรือ Toponyms) และ แผนที่ (Maps)

ชื่อทางภูมิศาสตร์ (Geographic Names หรือ Toponyms) และ แผนที่ (Maps) มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งและไม่สามารถแยกออกจากกันได้ในทางภูมิศาสตร์และการสื่อสารข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยเปรียบเสมือน "ภาษา" และ "ภาพสะท้อน" ที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน

- ความเกี่ยวข้องกันที่สำคัญ

1. การระบุตัวตนและตำแหน่งที่ตั้ง (Identity & Location)

1.1 แผนที่เป็นเครื่องมือแสดงภาพทางกายภาพของพื้นที่ (เช่น เส้นโค้งของแม่น้ำ, แนวภูเขา, ขอบเขตพื้นที่) แต่สัญลักษณ์เหล่านี้จะไร้ความหมายในเชิงมนุษยสังคมหากไม่มีชื่อเรียก

1.2 ชื่อทางภูมิศาสตร์ทำหน้าที่เป็นป้ายบอกชื่อหรือรหัสระบุตัวตน (Identifier) ทำให้ผู้ใช้แผนที่รู้ว่าจุดนั้นคืออะไร เช่น แม่น้ำสายนี้ชื่ออะไร ภูเขาลูกนี้ชื่ออะไร หรือชุมชนตรงนั้นเรียกว่าอะไร

2. การสื่อสารและการนำทาง (Communication & Navigation)

ในการอ่านแผนที่เพื่อเดินทางหรือค้นหาข้อมูล ผู้คนมักจะมองหา "ชื่อ" มากกว่าพิกัดตัวเลข (เช่น ละติจูด-ลองจิจูด) ชื่อทางภูมิศาสตร์จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แผนที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ชื่อเมือง ชื่อถนน หรือชื่อสถานที่สำคัญบนแอปพลิเคชันแผนที่

3. การบันทึกรากเหง้า ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม (History & Culture)

ชื่อทางภูมิศาสตร์บนแผนที่ไม่ได้บอกแค่พิกัด แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ภาษา ความเชื่อ และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ (เช่น ชื่อที่มาจากพืชพรรณเดิม, เหตุการณ์ประวัติศาสตร์, หรือบุคคลสำคัญ) เมื่อนำมาลงบนแผนที่ จึงทำให้แผนที่เป็นมากกว่ากระดาษนำทาง แต่เป็นบันทึกทางวัฒนธรรมด้วย

4. มาตรฐานการบริหารจัดการและการพัฒนา (Administration & Standardization)

หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องมีระบบ "ชื่อมาตรฐานทางภูมิศาสตร์" (Standardized Geographic Names) เพื่อใช้ในการทำแผนที่อย่างเป็นทางการ เพื่อประโยชน์ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน การทำสำมะโนประชากร การบริการไปรษณีย์ และการจัดการภัยพิบัติ หากชื่อในแผนที่เกิดความสับสนหรือซ้ำซ้อน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยและการปฏิบัติงาน

รายละเอียดตามภาพที่ 1

ลองนำชื่อ ภูมิศาสตร์ มาดูความเกี่ยวข้องของทุ่งรังสิต หรือ ทุ่งหลวง อันหมายถึงท้องทุ่งอันกว้าง ใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาและทางตอนใต้ของ อยุธยาลงมาจรดกรุงเทพฯ ภูมิประเทศดั้งเดิมของ “ทุ่งหลวง” คือที่ราบลุ่มต่ำประกอบด้วย หนองคลองบึงตามธรรมชาติ เมื่อถึงฤดูฝน และในช่วงน้ำหลาก มาจากทางเหนือ “ทุ่งหลวง” ก็จะกลายสถาพเป็นทุ่งรับน้ำ กว้างใหญ่ก่อนที่จะไหลออกไปสู่ทะเลตามธรรมชาติสู่แถบ คลองด่าน ตำบลบางเหี้ย จังหวัดสมุทรปราการ ตามภาพที่ 2

พออนุมานและสรุปได้ว่า

ในอดีต บริเวณทุ่งรังสิตเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำ มีน้ำท่วมขังเป็นบึง หนอง และที่ราบป่าพร้าวน้ำจืด ชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ปรากฏบนแผนที่ส่วนใหญ่จึงสะท้อนถึงลักษณะสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเดิม เช่น:

- คำขึ้นต้นด้วย "บึง" และ "หนอง": ปรากฏในแผนที่หลายจุด เช่น บึงบา, บึงกาสาม, บึงชะออ, บึงสนั่น, บึงทองหลาง, หนองเสือ, หนองสามวัง, หนองโรง

- ชื่อเหล่านี้บ่งบอกว่าในอดีตพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า (เช่น หนองเสือ) ก่อนที่จะมีการขุดคลองระบายน้ำออกเพื่อทำเกษตรกรรม

ลองจำลองภาพทุ่งหลวงดู ในสมัยก่อนมีคลองรังสิต ดังภาพ 3 (ใช้ AI นะครับ)

ลำดับการเปลี่ยนผ่านของ ENSO (ปี 2569 – 2571)    จากการประเมินแบบจำลองภูมิอากาศโลก (NOAA, WMO, ASMC) พบว่า โอกาสที่จะเกิด...
19/10/2026

ลำดับการเปลี่ยนผ่านของ ENSO (ปี 2569 – 2571)

จากการประเมินแบบจำลองภูมิอากาศโลก (NOAA, WMO, ASMC) พบว่า โอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) ในประเทศไทยช่วงปี 2570–2571 มีแนวโน้มสูงอยู่ที่ประมาณ 60–70% โดยเป็นส่วนหนึ่งของวงจรธรรมชาติที่เรียกว่า "Precipitation Whiplash" (การสลับขั้วสภาพอากาศอย่างฉับพลัน)

1. ลำดับการเปลี่ยนผ่านของ ENSO (ปี 2569 – 2571)

1.1 ช่วงปลายปี 2569 – ต้นปี 2570 (เอลนีโญกำลังแรง):
มหาสมุทรแปซิฟิกกำลังอยู่ในสภาวะเอลนีโญกำลังแรง (Strong-to-Very Strong El Niño) ซึ่งจะพีคที่สุดในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ส่งผลให้ไทยเผชิญภาวะแล้ง อากาศร้อนจัด และฝนทิ้งช่วง

1.2 ช่วงกลางปี 2570 (สภาวะเป็นกลาง - ENSO Neutral):
เมื่อเอลนีโญอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วช่วงฤดูสปริง/ฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะเข้าสู่ภาวะปกติ (Neutral)

1.3 ช่วงปลายปี 2570 – ปี 2571 (การก่อตัวของลานีญา):
ตามสถิติของสภาวะ ENSO เมื่อเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรง (Strong El Niño) ระบบภูมิอากาศโลกมักจะสะท้อนกลับ (Rebound) ไปสู่ สภาวะลานีญา (La Niña) ในปีถัดไปค่อนข้างแน่นอน

2. ปัจจัยเฝ้าระวังที่ต้องเตรียมรับมือ

21 สภาวะปรับเปลี่ยนอากาศแบบฉับพลัน (Precipitation Whiplash):
ประเทศไทยอาจเปลี่ยนจาก "แล้งจัด/ขาดแคลนน้ำ" ในช่วงต้นปี 2570 ไปสู่ "ฝนตกหนักชะลอน้ำท่วมใหญ่" ในช่วงปลายปี 2570 ถึงปี 2571 อย่างรวดเร็ว

2.2 ปริมาณน้ำสะสมและพายุหมุนเขตร้อน:
เมื่อเข้าสู่ภาวะลานีญาช่วงปี 2570–2571 ร่องมรสุมจะเลื่อนลงต่ำ และมีโอกาสสูงที่พายุหมุนเขตร้อนจากมหาสมุทรแปซิฟิก/ทะเลจีนใต้จะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง (โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคอีสาน และภาคกลาง)

2.3 การบริหารจัดการน้ำเชิงยุทธศาสตร์:

ต้นปี 2570: ต้องเน้นประหยัดน้ำและสำรองน้ำอุปโภค-บริโภค

ปลายปี 2570 เป็นต้นไป: ต้องเร่งพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และเตรียมพื้นที่หนองบึงรับน้ำ (Sponge City / Retaining Basins) เพื่อรองรับมวลน้ำจากลานีญา

รายละเอียดตามภาพข้างล่าง คงเป็นการคาดเดา ที่อยากให้เตรียมการป้องกัน หรือการเตรียมการไว้ ล่วงหน้า ดีกว่า เกิดแล้ว ไม่มีแผนเผชิญเหตุฯ ครับ

วิเคราะห์ภัยแล้งในประเทศไทย : ห้วงเดือน ต.ค. – ธ.ค. 25691. วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน (ตามภาพแรกด้านล่าง VHI - Vegetatio...
19/10/2026

วิเคราะห์ภัยแล้งในประเทศไทย : ห้วงเดือน ต.ค. – ธ.ค. 2569

1. วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน (ตามภาพแรกด้านล่าง VHI - Vegetation Health Index ในห้วง ก.ค. - ก.ย. 2569)

- ภาคเหนือและภาคตะวันตก (ยังคงวิกฤตรุนแรง): พื้นที่ "แล้งวิกฤต" (สีแดงเข้ม) ยังคงครอบคลุมหนาแน่นในโซนตะวันตกและภาคเหนือตอนบน แต่อาจเริ่มเห็นการกระจายตัวขยับขอบเขตเล็กน้อยตามปริมาณฝนสะสม

- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขยายตัวความสมบูรณ์): พื้นที่ "สมบูรณ์" (สีเขียวเข้ม) ขยายวงกว้างและเข้มข้นขึ้นเกือบครอบคลุมทั้งภูมิภาค สะท้อนถึงปริมาณฝนตกสะสมมี่ดีขึ้นในช่วงกลางถึงปลายฤดูฝน

- ภาคกลางและภาคตะวันออก: สภาพพืชพรรณและดัชนี VHI ปรับตัวดีขึ้น โดยเปลี่ยนจากโทนสีเหลืองเป็นสีเขียวอ่อนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

- ภาคใต้ (เริ่มมีความเสี่ยงแล้งเพิ่มขึ้น): บริเวณฝั่งอันดามันและภาคใต้ตอนกลางเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนเป็น "เฝ้าระวัง" ถึง "แล้งสูง" (สีเหลือง/ส้ม/แดง) โดยเฉพาะแถบระนอง พังงา และภูเก็ต ซึ่งมีแนวโน้มความเสี่ยงแล้งพืชพรรณเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วง ก.ย

2. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการเตรียมรับมือกักเก็บน้ำต้นทุนช่วงปลายปี 2569:

- เร่งกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและแหล่งน้ำชุมชนในเขตภาคเหนือและภาคตะวันตกให้ได้มากที่สุดก่อนสิ้นสุดฤดูฝน

- เตรียมพร้อมมาตรการไฟป่าและมลพิษ PM2.5: เนื่องจากพื้นที่ภาคเหนือจะมีชีวมวลแห้ง (Biomass Fuel) สะสมสูงจากภาวะแล้งต่อเนื่อง จึงต้องตั้งรับการเกิดไฟป่าระลอกใหญ่ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2570

- วางแผนจัดสรรน้ำภาคใต้: สั่งการหน่วยงานชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนและฝั่งอันดามัน วางแผนสำรองน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภคและการท่องเที่ยวล่วงหน้า

สรุปความดังภาพล่างสุด

เป็นการเริ่มต้นงานวิจัยฯที่ช่วยสังคมและสิ่งแวดล้อม ขอชื่นชมครับ
17/10/2026

เป็นการเริ่มต้นงานวิจัยฯที่ช่วยสังคมและสิ่งแวดล้อม ขอชื่นชมครับ

บทความเก่า --> ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาภัยพิบัติ แบบยั่งยืนครับ
13/10/2026

บทความเก่า --> ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาภัยพิบัติ แบบยั่งยืนครับ

แนวทางยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ ของประเทศไทย1. สรุปเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์หาดใหญ่: ต้องเน้นระบบเตือ...
13/10/2026

แนวทางยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ ของประเทศไทย

1. สรุปเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์

หาดใหญ่: ต้องเน้นระบบเตือนภัยแบบ Real-time ที่มีความไวสูงมาก เพราะน้ำมาเร็วและลดเร็ว จากอิทธิพลของฝนท้องถิ่นและลักษณะแอ่งกระทะ

เชียงใหม่: ต้องเน้นระบบเตือนภัยแบบ Predictive Model (คาดการณ์ล่วงหน้าหลายวัน) เพราะต้องติดตามมวลน้ำก้อนใหญ่ที่ไหลหลากมาจากลุ่มน้ำปิงตอนบนนั่นเอง

กรุงเทพมหานคร:

- Multi-Source Integration: ต้องดึงข้อมูลทั้ง (1) ฝนดาวเทียม/เรดาร์ (2) ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา (3) ตารางน้ำขึ้น-น้ำลง (Tide Table) และ (4) สถานะการทำงานของสถานีสูบน้ำ/อุโมงค์ยักษ์ มาประมวลผลร่วมกัน

- Real-time Pumping Management: การเตือนภัยของกรุงเทพฯ ไม่ได้เน้นแค่ว่าน้ำจะท่วมสูงแค่ไหน แต่เน้นว่า "จุดนี้ใช้เวลาสูบออกกี่ชั่วโมง" เพื่อบริหารจัดการจราจรและพื้นที่เศรษฐกิจ

2. ขยายความรายจังหวัด- หาดใหญ่ ดังภาพที่ 1 ด้านขวา

2.1. ข้อคำนึงสำหรับการวัดปริมาณน้ำฝน (Rainfall Measurement)
พื้นที่หาดใหญ่ (เน้นฝนรุนแรงและฉับพลัน - High Intensity & Short Duration):

- จุดตรวจวัด (Spatial Distribution): ต้องกระจายสถานีวัดฝนหรือใช้ข้อมูลเรดาร์/ดาวเทียมครอบคลุมแนว "เทือกเขาคอหงส์" และพื้นที่ต้นน้ำคลองอู่ตะเภา เพราะฝนที่ตกสะสมบนภูเขาคือตัวการหลักที่ทำให้เกิดน้ำหลากเข้าเมือง

- ความถี่และช่วงเวลา: ต้องใช้ระบบประมวลผลแบบ Moving Window ระยะสั้น (3-6 ชั่วโมง) เนื่องจากฝนหาดใหญ่มักมีความเข้มข้นสูงมากในเวลาอันสั้น (Flash Flood Trigger) การดูแค่ปริมาณฝนรายวันจึงไม่เพียงพอ

2.2 ข้อคำนึงสำหรับการวัดระดับตามลำน้ำสายหลัก (Main River Water Level)

พื้นที่หาดใหญ่ (ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา):

- ระยะเวลาเตือนภัยสั้น (Short Lead Time): เนื่องจากระยะทางจากต้นน้ำถึงตัวเมืองค่อนข้างสั้น มวลน้ำใช้เวลาเดินทางไม่นาน การตั้งสถานีวัดระดับน้ำในลำน้ำสาขาจึงต้องติดตั้งให้ "ลึกขึ้นไปทางต้นน้ำ" เพื่อซื้อเวลาเตือนภัยล่วงหน้าให้ได้มากที่สุด (อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง)

- อิทธิพลของน้ำทะเลหนุน (Tidal Effect): ปลายน้ำของหาดใหญ่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา การวัดระดับน้ำจึงต้อง คำนวณร่วมกับระดับน้ำทะเลและอิทธิพลของลมมรสุม ด้วย หากน้ำหลากมาตรงกับช่วงน้ำทะเลหนุนสูง น้ำจะระบายออกทะเลไม่ได้และเกิดภาวะท่วมขังทันทีแม้ฝนจะหยุดตกแล้ว

3. ขยายความรายจังหวัด -เชียงใหม่ ดังภาพที่ 1 ด้านซ้าย

3.1 พื้นที่เชียงใหม่ (เน้นฝนสะสมต่อเนื่อง - Cumulative & Long Duration):

- จุดตรวจวัด (Spatial Distribution): ต้องครอบคลุม ลุ่มน้ำปิงตอนบน (เช่น อำเภอเชียงดาว, แม่แตง, แม่ริม) ซึ่งอยู่ทางเหนือของตัวเมือง

- ความถี่และช่วงเวลา: เน้นการติดตาม ฝนตกแช่ต่อเนื่องหลายวัน เพื่อประเมินความอิ่มตัวของดิน (Soil Saturation) เพราะดินบนดอยเมื่ออุ้มน้ำจนเต็มแล้ว น้ำทั้งหมดจะไหลลงสู่แม่น้ำปิงกลายเป็นมวลน้ำก้อนใหญ่

3.2 ข้อคำนึงสำหรับการวัดระดับตามลำน้ำสายหลัก (Main River Water Level)

พื้นที่เชียงใหม่ (แม่น้ำปิง - จุดสำคัญคือสถานี P.1 สะพานนวรัฐ):

- ระยะเวลาเตือนภัยยาวนานกว่า (Longer Lead Time): มวลน้ำจากตอนเหนือ (เชียงดาว) ใช้เวลาเดินทางลงมาถึงตัวเมืองเชียงใหม่เป็น หลักสิบชั่วโมงหรือข้ามวัน ทำให้มีเวลาตั้งรับมากกว่า แต่ต้องมีระบบส่งสัญญาณเตือนภัยที่เป็นขั้นบันได (เช่น วัดระดับที่ อ.เชียงดาว -> อ.แม่ริม -> ตัวเมืองเชียงใหม่)

- การบริหารจัดการเขื่อนและสิ่งกีดขวาง: การวัดระดับน้ำในแม่น้ำปิงต้องทำงานร่วมกับข้อมูลการระบายน้ำของ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก รวมถึงต้องเฝ้าระวังจุดคอขวดในตัวเมือง (เช่น บริเวณที่มีการก่อสร้างหรือสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำ) ที่อาจทำให้ระดับน้ำหนตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

4. ขยายความรายจังหวัด - กรุงเทพมหานคร ดังภาพที่ 2

4.1 ข้อคำนึงสำหรับการวัดปริมาณน้ำฝน (Rainfall Measurement in Bangkok)

- ลักษณะฝนจากกราฟ (Temporal Rain Trend): จากกราฟของกรุงเทพฯ จะเห็นลักษณะฝนตกแบบกระจายตัวและมีช่วงพีคสะสม (เช่น ช่วงวันที่ 25–26 กันยายน ที่กราฟขึ้นไปแตะระดับ 14-15 มม.) ซึ่งแม้ตัวเลขจะไม่สูงเท่าหาดใหญ่ แต่ปัญหาของกรุงเทพฯ คือ "ความหนาแน่นของเมือง (Urban Density) และระบบระบายน้ำใต้ดิน"

- จุดเน้นในการตรวจวัด:

Radar & Flash Flood Spotting: ต้องใช้เรดาร์ตรวจวัดกลุ่มฝนแบบเรียลไทม์เจาะจงรายเขต (District-based) เพราะฝนในกรุงเทพฯ มักตกหนักเป็นจุดๆ (Localized Heavy Rain) เช่น ตกหนักมากที่เขตบางเขน แต่แถวบางนาฟ้าโปร่ง

Micro-Drainage Capacity: ต้องเชื่อมโยงข้อมูลปริมาณฝนเข้ากับระบบระบายน้ำย่อย (ท่อระบายน้ำ คูคลอง อุโมงค์ยักษ์) ว่าปริมาณฝนสะสมในช่วงสั้นๆ (เช่น 1-3 ชั่วโมง) เกินขีดความสามารถในการสูบน้ำออกหรือไม่

4.2 ข้อคำนึงสำหรับการวัดระดับตามลำน้ำสายหลัก (Main River Water Level)

กรุงเทพฯ ต้องรับมือกับน้ำ 3 ทางพร้อมกัน ทำให้การวัดระดับน้ำซับซ้อนที่สุดในบรรดา 3 เมือง:

4.2.1. น้ำเหนือหลาก (Upstream Runoff via Chao Phraya River):

ต้องติดตามข้อมูลการระบายน้ำจากเขื่อนหลักภาคเหนือ (เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์) ผ่านนครสวรรค์และอยุธยา ซึ่งใช้เวลาเดินทางลงมาถึงกรุงเทพฯ เป็นสัปดาห์

จุดวัดสำคัญ: สถานีวัดน้ำ C.29 (บางปะอิน) และสถานีวัดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา (เช่น ป้อมพระจุลจอมเกล้า หรือปากคลองตลาด)

4.2.2. น้ำทะเลหนุนสูง (Tidal Influence & Storm Surge):

กรุงเทพฯ ตอนล่างได้รับอิทธิพลตรงจากอ่าวไทย ระดับน้ำขึ้น-น้ำลง มีผลต่อการระบายน้ำออกสู่ทะเลโดยตรง

ข้อคำนึง: หาก "น้ำเหนือหลากลงมา + ฝนตกหนักในพื้นที่ + ตรงกับช่วงน้ำทะเลหนุนสูงสุด (High Tide)" จะเกิดภาวะน้ำล้นคันกั้นน้ำริมแม่น้ำทันที (Critical Condition)

4.2.3. น้ำรอการระบายในพื้นที่ลุ่มต่ำ (Surface Runoff & Polders):

กรุงเทพฯ มีลักษณะเป็น "แก้มลิงธรรมชาติและเมืองปิด" (Pumper System) น้ำขังมักเกิดจากการระบายไม่ทันในพื้นที่แอ่งกระทะ (เช่น ถนนสุทธิสาร, ลาดพร้าว, บางเขน) การวัดระดับน้ำจึงต้องวัดที่ ระดับน้ำในคลองประธานและบ่อสูบน้ำ ควบคู่กันไป

คงเป็นแนวทางฯที่อาจจะใช้เป็นประโยชน์ ต่อยอดต่อไปได้ ไม่มากก็น้อยนะครับ

บทความเก่า  เพื่อแสดงถึงการเกิดน้ำท่วม ในภูมิภาคและสภาวะปริมาณน้ำฝนที่ต่างกัน
13/10/2026

บทความเก่า เพื่อแสดงถึงการเกิดน้ำท่วม ในภูมิภาคและสภาวะปริมาณน้ำฝนที่ต่างกัน

แนวความคิดในการนำ Rain Garden มาใช้ในพื้นที่ แฟลตคลองจั่นเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม1. การปรับเปลี่ยนพื้นที่ว่างระหว่างอาคาร...
11/10/2026

แนวความคิดในการนำ Rain Garden มาใช้ในพื้นที่ แฟลตคลองจั่นเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม

1. การปรับเปลี่ยนพื้นที่ว่างระหว่างอาคาร (Courtyard Retrofitting)

- เปลี่ยนสนามหญ้าเดิมหรือลานคอนกรีตเสื่อมโทรม ระหว่างตึกแฟลต ให้เป็นบ่อกักเก็บน้ำชีวภาพโดยขุดลดระดับลงจากผิวดินปกติเล็กน้อยเพื่อทำหน้าที่เป็นแอ่งหน่วงน้ำชั่วคราว

- จัดชั้นวัสดุกรองธรรมชาติ (Soil & Aggregate Layers) ประกอบด้วยชั้นพืชทนน้ำ ชั้นดินปลูกผสมอินทรียวัตถุและทรายเพื่อเร่งการซึมน้ำ ชั้นกรวด และชั้นหินรองก้นบ่อพร้อมระบบท่อระบายน้ำใต้ดิน (Underdrain)

2. การตัดเชื่อมท่อน้ำฝนจากอาคาร (Downspout Disconnection)
- ปรับเปลี่ยนระบบรางน้ำฝนจากหลังคาอาคารแฟลต ที่เดิมเทลงพื้นคอนกรีตโดยตรง ให้เบี่ยงทิศทางมาสู่ระบบสวนฝนหรือรางระบายน้ำชีวภาพ (Bioswales) รอบฐานตึก

- เสริมด้วยบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน (Underground Detention) ใต้พื้นที่ว่าง เพื่อช่วยเพิ่มปริมาตรการกักเก็บน้ำหลากในยามที่ฝนตกหนักต่อเนื่อง

3. การเปลี่ยนพื้นผิวลานจอดรถและทางเดิน

- ปรับปรุงพื้นที่ลานจอดรถและทางเดินรอบแฟลต ซึ่งมักเป็นจุดสะสมน้ำ ให้เป็นอิฐบล็อกโปร่งน้ำ (Permeable Pavements) เพื่อให้น้ำซึมผ่านลงสู่ชั้นกรวดใต้ดินได้ทันที ลดปริมาณน้ำไหลบ่าบนผิวดิน

- ออกแบบแนวทางเดินให้ลาดเอียงเล็กน้อยเพื่อผันน้ำฝนจากทางเดินเข้าสู่โซนสวนฝนโดยอัตโนมัติ

4. การคัดเลือกพรรณไม้และการป้องกันน้ำย้อน

- เลือกใช้พรรณไม้ท้องถิ่นที่ทนทานต่อทั้งสภาพน้ำขังและดินแห้งสลับกันได้ดี เช่น กกชนิดต่างๆ หญ้าแฝก หรือไม้พุ่มทนน้ำ เพื่อช่วยดูดซับน้ำและปรับปรุงโครงสร้างดิน

- ติดตั้งระบบป้องกันน้ำหนุน เช่น ประตูระบายน้ำทางเดียวหรือวาล์วกันน้ำย้อน (Check Valves) เชื่อมต่อกับระบบระบายน้ำออกสู่คูคลอง เพื่อป้องกันน้ำภายนอกไหลย้อนเข้าท่วมผ่านระบบสวนฝน

นอกจากภาคราชการจะดำเนินการแล้ว เจ้าของพื้นที่และเอกชนมาร่วมดำเนินการช่วยด้วย ดีมั้ยครับ

บทเรียนที่ได้จากฝนแช่ 24-26 ก.ย.2569 ใน กทม.    จากการใช้ GEE ในการวิเคราะห์ปริมาณน้ำฝน ในวันที่ 24-26 ก.ย. 2569 ตามแนวท...
11/10/2026

บทเรียนที่ได้จากฝนแช่ 24-26 ก.ย.2569 ใน กทม.

จากการใช้ GEE ในการวิเคราะห์ปริมาณน้ำฝน ในวันที่ 24-26 ก.ย. 2569 ตามแนวทางการพัฒนาระบบพยากรณ์น้ำท่วมฉับพลันล่วงหน้า 1 ชม. ตามที่เคยได้นำเสนอไปแล้วนั้น ผลลัพธ์ปริมาณน้ำฝนดังแสดงตามภาพที่ 1

1. ผลการวิเคราะห์

"หากมีฝนสะสมต่อเนื่อง 2 วัน รวมกันเกิน 100 มม. (โดยมีฝนตกหนัก > 8 มม./ชม.) จะส่งผลให้ระบบระบายน้ำเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว และหากวันที่ 3 มีฝนตกหนักซ้ำเกิน 10–15 มม./ชม. จะเกิดน้ำท่วมขังทันที"
รายละเอียดตามภาพที่ 2

2. ปัจจัยเร่ง (Amplifying Factors) ที่ต้องพิจารณาร่วม

นอกจากปริมาณฝนสะสมจากกราฟแล้ว การเกิดน้ำท่วมในวันถัดไปของ กทม. มักมีปัจจัยร่วมที่ต้องเฝ้าระวัง:

- Antecedent Soil Moisture (ความชื้นในดินสะสม): หากตกติดต่อกัน 2 วัน ดินและท่อระบายน้ำจะไม่มีพื้นที่ว่างรองรับน้ำซึม (Infiltration Rate = 0)

- ระดับน้ำทะเลหนุน (Tidal Effect): หากช่วงวันที่ 26–27 ตรงกับช่วงน้ำทะเลหนุนสูง ปากคลองที่เปิดออกแม่น้ำเจ้าพระยาจะไม่สามารถสูบ/ระบายน้ำออกได้เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ระดับน้ำท่วมขังค้างนานขึ้น

- ขีดความสามารถท่อ กทม.: ระบบท่อระบายน้ำ กทม. ส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้รองรับความเข้มฝนที่ไม่เกิน 60 มม./วัน (หรือประมาณ 8–10 มม./ชม.) หากกราฟฝนแตะระดับ 14.8 มม./ชม. ย่อมเกินขีดความสามารถการระบายตามธรรมชาติทันที

3. อุทาหรณ์ สำหรับ กทม.

3.1. "ฝนสะสม" อันตรายกว่า "ฝนตกหนักครั้งเดียว" (Cumulative Rain Trap)

- อุทาหรณ์: หลายครั้งเรามักตื่นตัวเฉพาะวันที่ฝนตกหนักจัดวันเดียว (เช่น วันที่ 26 ที่ Peak สูงสุด) แต่ลืมมองว่า วันที่ 24–25 ที่ฝนตกสะสมต่อเนื่อง (~100 มม.) ได้ทำหน้าที่ "เติมน้ำเต็มถัง" ทั้งในดิน คูคลอง และท่อระบายน้ำจนอิ่มตัวไปล่วงหน้าแล้ว

- บทเรียน: การประเมินภัยพิบัติเมืองต้องมองภาพสะสมระยะยาว (Antecedent Precipitation) ห้ามมองข้ามฝนตกปรอยๆ หรือฝนตกปานกลางที่ตกติดต่อกันหลายวัน เพราะมันคือตัวการที่ทำให้ระบบรับน้ำสูญเสียความสามารถในการรองรับ (Zero Infiltration)

3.2. ขีดจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานมีวัน "เกินพิกัด" (Infrastructure Capacity Limit)

- อุทาหรณ์: ระบบระบายน้ำและอุโมงค์ยักษ์ของเมืองใหญ่ถูกออกแบบมาภายใต้ขีดจำกัดความสามารถรองรับค่าเฉลี่ยจำกัด (เช่น ท่อ กทม. รองรับได้ราว 60 มม./วัน) เมื่อเจอมวลฝนระดับ Extreme Event ที่พุ่งสูงเกิน 14–15 มม./ชม. ระบบจึงเกิดภาวะคอขวดและระบายไม่ทันในทันที

- บทเรียน: เมืองไม่สามารถพึ่งพาแค่โครงสร้างวิศวกรรมแข็ง (Hard Infrastructure เช่น ท่อระบายน้ำหรือเครื่องสูบน้ำ) เพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องมีพื้นที่รองรับน้ำธรรมชาติ (Nature-based Solutions / Sponge City) เช่น พื้นที่แก้มลิงสวนสาธารณะ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อช่วยซับน้ำส่วนเกิน

3.3. ปัจจัยร่วมภายนอกสามารถพลิกสถานการณ์ให้วิกฤตคูณสอง (Compound Hazards)

- อุทาหรณ์: ปริมาณฝนบนกราฟสูงมากอยู่แล้ว แต่หากวันวิกฤตตรงกับ น้ำทะเลหนุนสูง หรือการบริหารจัดการน้ำเหนือหลาก จะทำให้ประตูระบายน้ำเปิดออกสู่แม่น้ำไม่ได้ น้ำจะถูกดันกลับเข้าท่อระบายน้ำในเมืองทันที

- บทเรียน: ระบบเตือนภัยและปฏิบัติการในอนาคตต้องบูรณาการข้อมูลแบบรอบด้าน (Multi-hazard view) ทั้งปริมาณฝน ระดับน้ำในแม่น้ำ และอิทธิพลน้ำทะเลหนุนไปพร้อมกันแบบเรียลไทม์

3.4. ความล่าช้าในการปรับพฤติกรรมและความตื่นตัว (Lead Time & Preparedness)

- อุทาหรณ์: หากไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early Warning) ที่แม่นยำตั้งแต่ช่วงที่ฝนเริ่มสะสมในวันที่ 24–25 ประชาชนและหน่วยงานเมืองจะตั้งตัวไม่ทันเมื่อวันที่ 26 มาถึง ทำให้เกิดความเสียหายต่อการจราจร เศรษฐกิจ และทรัพย์สินเป็นวงกว้าง

- บทเรียน: การเปลี่ยนผ่านจากการ "รอให้ท่วมแล้วแก้ปัญหา" สู่การ "พยากรณ์ล่วงหน้าเชิงพื้นที่ (Predictive & Hyper-local Alert)" ตามเกณฑ์ฝนสะสมและกราฟแนวโน้ม คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่เมืองได้อย่างยั่งยืน

คงเป็นประโยชน์บ้างนะครับ

Address


Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Resgat posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to Resgat:

Shortcuts

  • Want your business to be the top-listed engineering company?

Share